ห้างร้านการะเกต์ [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.garagayshop.com  
  
  ค้นหา :
  
Calculator  แจ้งการชำระเงิน   รถเข็น: 0   
 สถิติของร้าน
  เปิดร้าน
23/08/2011
  ปรับปรุง
06/09/2014
  ผู้ชมทั้งหมด
134,917
  สินค้าทั้งหมด
65
 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

หนังสือชุดดวงพยากรณ์
หนังสือพลังใน 12 ราศี
จองพยากรณ์ส่วนตัว
เสื้อยืดวันเกิด
หนังสือดวงประจำปี
ผ้ายันต์
ชุดพิเศษมีของสมนาคุณ
บริการของร้าน
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิธีการสั่งซื้อ
สมุดเยี่ยม
วิธีการชำระเงิน
แจ้งการชำระเงิน
คำถามที่พบบ่อย
วิธีการรับสินค้า
บทความน่าสนใจ
สมัครสมาชิก
หน้าสมาชิก
Track&Trace
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
My Favorite
ตั้งเป็นหน้าแรก
บทความ
    บทความน่าสนใจ
  รู้จักกับ การะเกต์พยากรณ์
   รายละเอียด  
การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ ดอกไม้พยากรณ์
โดย สุทธาสินี จิตรกรรมไทย
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11173 



หญิงสาววัย 38 คนนี้เกิดที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เป็นลูกคนแรกในจำนวน 2 คนของมารดา แต่เป็นลูกคนที่ 6 ของบิดา ซึ่งเป็น "ปู่จารย์" ประจำหมู่บ้าน เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านที่ล้อมรอบด้วยภูเขา มีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่าน ในอาณาเขตของบ้านปลูกต้นไม้มากมาย ทั้งยังมีเรือนไม้ไว้สำหรับเก็บไม้สมุนไพรของบิดา ส่งให้การะเกต์ ที่เรียกตัวเองว่า "เด็กบ้านสวน" เป็นคนรักธรรมชาติ

หลังจบ ป.6 ใช้ชีวิตวัยเด็กด้วยการทำงาน พอมีเวลาว่างจึงเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จากนั้นไปต่อคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

"...เป็นชีวิตที่อยู่นอกห้องเรียนมาเกือบตลอด" เธอบอกกลั้วหัวเราะ

ความที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 19 ปี มีโอกาสเข้าทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสารวัยรุ่นอย่าง "วัยหวาน" แล้วย้ายตัวเองไปทำงานตำแหน่งบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น

ถึงปัจจุบัน การะเกต์ก็คลุกคลีอยู่กับแวดวงหนังสือและตัวอักษรมาตลอด ทั้งยังได้เป็นนักเขียนอย่างที่เคยฝันไว้ ด้วยการเป็นคอลัมนิสต์ใน "มติชนสุดสัปดาห์" เจ้าของผลงานรวมเล่ม "ปริมณฑลแห่งรัก"

เธอรักและผูกพันกับศาสตร์การ "พยากรณ์" ด้วยการเขียนให้นักท่องอินเตอร์เน็ตได้อ่านกันเพลินๆ ในเว็บไซต์ประชาไท

ล่าสุดมีผลงานด้านการทำนายอันน่าสนใจ "ดอกไม้พยากรณ์ 12 ราศี ประจำปี 2552" ปรากฏอยู่ใน *ศาสตร์แห่งโหร 2552* - หนึ่งในหนังสือเด่นของสำนักพิมพ์มติชน

"เพราะเชื่อว่าศาสตร์แห่งการพยากรณ์เป็นเรื่องลึกซึ้ง...เป็นอีกศาสตร์ทางเลือกในชีวิต" คือความเห็นของการะเกต์



ความหมายของชื่อ "การะเกต์"?

เป็น นามปากกา มาจากชื่อจริง "การะเกตุ" แต่เบื่อสระอุ (หัวเราะ) เลยหาวิธีตัดทิ้ง แล้วไปเจอคำว่า "เกต์" ในหนังสือเล่มหนึ่ง มีคนแปลความหมายไว้ว่า "สัญลักษณ์" เห็นแล้วชอบมากๆ เลยคิดว่า เออ...เหมาะกับเราเหมือนกันนะ เพราะเพื่อนชอบบอกว่าเราเขียนอะไรเข้าใจยาก บางคนก็ค่อนขอดว่าเขียนเรื่องสั้นและนิยายแล้ว น่าจะทำคู่มือการอ่านออกมาด้วย เพราะสัญลักษณ์เยอะเหลือเกิน

อีกอย่างคำนี้เล่นได้กับคำว่า "เก" หรือ "เกย์" และชื่อภาษาอังกฤษก็สะกดว่า "Garagay" ได้ความหมายในเชิงความนิยมส่วนตัวด้วย


ชีวิตวัยเด็ก?

พ่อ เป็นปู่จารย์ คือ ผู้มีความรู้ในทางโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ คาถาอาคม เป็นผู้อาวุโสที่ชาวบ้านนับถือประกอบพิธีกรรมต่างๆ ให้คนในหมู่บ้าน และเป็นหมอเมือง ปรุงยาสมุนไพรด้วย ส่วนแม่ชอบการปลูกต้นไม้และทำอาหารมาก เพราะฉะนั้นชีวิตวัยเด็กจึงแวดล้อมด้วยสมุนไพรต่างๆ และเรื่องการทำนาย



ได้ความรู้เรื่องการพยากรณ์จากคุณพ่อ?

เป็นเรื่องที่อยู่ในวิถีชีวิตไปเลย ชอบฟังเวลาพ่อดูหมอให้ชาวบ้าน และชอบถามพ่อว่าดูยังไง พ่อก็เปิดสมุดให้ดู อธิบายบ้าง สอนบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นจริงจัง เป็นเหมือนคุยในครอบครัวมากกว่า

ตอน เด็กจะทึ่งอย่างหนึ่ง คือ เวลามีคนเจ็บป่วย จะถามว่า "ตายหรือหาย" ซึ่งคิดว่าเป็นคำถามที่น่ากลัวมาก และในการพยากรณ์จะเป็นข้อห้ามสำคัญ แต่มาเข้าใจเอาตอนโต ว่าชาวบ้านอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับหลักธรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตจริงๆ การรู้ว่าจะตายหรือหาย คือการเตรียมรับมืออย่างมีสติ

พ่อบอกเสมอว่า เราใช้การทำนายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อกัน ไม่ใช่เพื่อสร้างโทษสร้างปัญหาต่อกัน



เชื่อเรื่องการพยากรณ์หรือเปล่า?

เรียก ว่าสนใจดีกว่า เพราะความเชื่อเป็นเรื่องพูดยาก ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ คนเราจะเชื่ออะไรสักอย่างต้องมีหลายอย่างโยงกันทั้งภูมิหลัง พื้นเพ สิ่งที่หล่อหลอม วิธีคิด หรือประสบการณ์ส่วนบุคคล ที่สำคัญ คือ อย่าดูถูกหรือกีดกันความเชื่อของคนอื่น



สิ่งที่ทำให้สนใจเรื่องการพยากรณ์?

รู้สึก เป็นเรื่องปกติที่มีศาสตร์นี้อยู่ในชีวิต แต่ที่ทำให้สนใจจริงๆ ก็ตอนโตแล้ว...เห็นว่าเป็นเรื่องสนุก มีความลึกซึ้ง ท้าทาย น่าค้นหา

เป็น คนชอบเรียนแบบเล่น เริ่มจากการสงสัยว่าเป็นยังไง ใช้ได้ผลจริงไหม การทำนายบอกอะไรเราได้บ้าง ยิ่งเรียนรู้ยิ่งสนุก เพราะเห็นว่าทุกอย่างโยงกันได้หมด หัดดูไพ่ยิปซีก็น่าจะตอนอายุ 27-28...นานแล้ว (หัวเราะ) ไม่ได้เรียนกับอาจารย์ ใช้วิธีเรียนจากตำราส่วนหนึ่ง ซึ่งขอยืนยันว่าเป็นวิธีการเรียนที่ดีมากๆ เพราะยิ่งทำให้ต้องค้น ต้องคิด ต้องทำการบ้านด้วยตัวเอง และเรียนจากประสบการณ์จริงเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ก็สนใจเรื่องการดูตัวเลขอยู่

ไม่ รู้ว่าเป็นคนมีเซนส์เรื่องการทำนายไหม ถ้าเรียกสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในความคิดเป็นเซนส์ก็คงได้ อย่างเวลาเปิดไพ่ เราจะรู้ความหมายหลักของไพ่ และเชื่อมโยงกับไพ่ใบอื่นได้ และรู้ว่าจะอ่านไพ่ไปในทิศทางไหน

อ้อ...อีกอย่างที่ทำให้สนใจศาสตร์การพยากรณ์ คือ รู้สึกว่าเวลาคนไปดูหมอ มักได้ทรรศนะจากหมอดู ซึ่งบางทรรศนะเราคิดว่าควรปรับ

สังเกต มั้ยว่าเวลาดูหมอ เขาใช้คำว่า "เพศตรงข้าม" หรือ "เนื้อคู่เพศตรงข้าม" ซึ่งตัวเราเองคิดว่าคนสามารถมีคนรักเพศไหนก็ได้ เวลาคนรักเพศเดียวกันไปปรึกษาหมอดู เขาก็อาจบอกว่าเป็นเรื่องกรรม เป็นเรื่องผิดบาป หรือเป็นคราวเคราะห์ บางครั้งปนความเห็นส่วนตัวของหมอดู แล้วบางทีคนฟังแยกแยะไม่ได้ หรือตามไม่ทัน และเข้าใจไปว่านั่นคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด จากที่ทุกข์อยู่แล้ว ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก



ทำนายให้กับคนที่มีความทุกข์อย่างเดียว?

ถ้าคนที่มีปัญหา มีทุกข์มากๆ ก็เต็มใจ เพราะเป็นเหมือนช่วยเหลือกันและกัน แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ศาสตร์นี้ในเวลาทุกข์เท่านั้น เพราะศาสตร์การพยากรณ์สามารถอยู่ในวิถีชีวิตได้

ยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าทำบ้าน (ที่สันคะยอม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่) เสร็จเรียบร้อย อาจใช้มุมหนึ่งของบ้านทำเป็นสวนเล็กๆ ให้เป็นบรรยากาศ "สบายใจกับไพ่ยิปซี" เหมือนจิบน้ำชาแล้วดูไพ่กัน

การดูไพ่เป็นเหมือนงานอดิเรกมากกว่า เป็นงานที่รักและสนุกกับมันมากๆ เวลาทำในสิ่งที่เรารักเราชอบ ไม่กดดันตัวเอง

การ อ่านไพ่เป็นการฝึกปฏิบัติธรรมะได้ด้วย สอนให้สุภาพอ่อนน้อม รับฟังอีกฝ่าย ใจเย็น มีเมตตา อุเบกขา และยังสอนให้จับประเด็นเป็น สอนให้ใช้สติ เชื่อมโยงข้อมูลเป็น

ประเด็นสำคัญของการพยากรณ์อาจไม่ใช่ความแม่น หรือไม่แม่น แต่หมายถึงการมีตัวช่วยในการตัดสินใจ ใช้เป็นข้อมูลประกอบ ถ้าออกมาดีก็มักมีความหวัง แต่ถ้ารู้ว่าเคราะห์มาเยือน จะได้คิดหาผ่อนหนักเป็นเบา

ที่สำคัญอย่าเชื่อหมอดูจนไม่คิด เพราะว่าคำพยากรณ์มีไว้ให้ไปคิดต่อและให้ไปตั้งสติ



เคยดูไพ่ให้ตัวเองไหม?

ดูค่ะ เพราะตัวเองเช็คตัวเองได้ดีที่สุด เราย่อมไม่หลอกตัวเอง

การ ดูให้ตัวเองต่างจากดูให้คนอื่น ตรงที่จะเปิดตำราดูเทียบคำทำนายเยอะมาก เพราะต้องระวังการตีความเข้าข้างตัวเอง เปิดตำราเพื่อดูว่ามีความหมายอะไรได้อีกบ้าง แล้วจดไว้ เพื่อมาดูวันหลังว่าใช่หรือไม่ใช่ แปลว่าอย่างอื่นได้อีกมั้ย บางครั้งนึกว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอสถานการณ์จริงเผยขึ้น กลับมีองศาที่แผกไป

แต่ไม่ค่อยใช้ดูอนาคตตัวเองนะ จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ ปลีกย่อย อย่างตอนเริ่มปลูกบ้านก็เอาไพ่มาดู รอบแรกได้ไพ่ "เดอะ ซัน" รอบสองรอบสามก็เหมือนเดิม เลยรีบเชื่อไว้ก่อนว่าจะดี (หัวเราะ) เพราะไพ่ใบนี้หมายถึงความสดใส เบิกบาน



สนใจเรื่อง "ดอกไม้พยากรณ์" ด้วย?

เกิด จากความสนใจเรื่องต้นไม้ดอกไม้...ทุกวันนี้บ้าต้นไม้ (หัวเราะ) ก็มาคิดว่า น่าจะดึงความหมายของสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติมาโยงเข้ากับไพ่ยิปซีได้ เพราะจริงๆ การเสี่ยงทายด้วยดอกไม้พืชพันธุ์เป็นสิ่งมีมานานแล้ว

เรื่อง นี้เคยเป็นโครงการเล็กๆ ทำร่วมกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ พรรณี บุญรอด ทำงานที่ประพันธ์สาส์นด้วยกัน วันหนึ่งก็มาคิดว่าน่าจะลองเสี่ยงทายด้วยดอกไม้ดูนะ หาดอกไม้มาเทียบโยงดูว่าดอกไหนเทียบเคียงกับไพ่ใบไหนได้บ้าง ช่วยกันคิด ช่วยกันค้น จนได้ดอกไม้มา 22 ชนิด สมัยโน้นเคยมีสำนักพิมพ์สนใจ แต่ภายหลังยกเลิกไป ต้นฉบับเลยไม่ได้สานต่อ

ใน "ศาสตร์แห่งโหร" เป็นการนำความรู้จากตรงนั้นมาศึกษาต่อค่ะ



เป็นการเทียบความหมายของดอกไม้เข้ากับไพ่ยิปซี?

ต้อง ศึกษาก่อนว่าดอกไม้แต่ละชนิดมีความหมายในเชิงความเชื่อ ความเป็นมงคล พื้นฐานความเป็นมาต่างๆ อย่างไร แล้วนำความหมายของดอกไม้มาผสมผสานเชื่อมโยงเข้ากับรูปแบบของไพ่ยิปซี

อย่างดอก "กาหลา" เป็นไม้ก้านแข็ง ช่อดอกมีน้ำหนักค่อนข้างมาก มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดนิดๆ ถ้านำมาปักแจกันถึงไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง ช่อก็ไม่ร่วงโรยเหมือนดอกไม้อื่น ความหมายโดยทั่วไป คือ แสดงถึงคนที่มีความเข้มแข็งในตัวเอง มีความอดทน ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ด้วยตัวเองได้ ไม่ลงให้ใครง่ายๆ แต่ก็ต้องการความนุ่มนวลสดชื่นมาเลี้ยงจิตใจ เทียบกับไพ่ยิปซีแล้วคือไพ่ "สเตรงธ์" (Strength)

สิ่งที่ได้จากการพยากรณ์ด้วยดอกไม้ คือ มุมมองใหม่ๆ ต่อดอกไม้- -ดอกไม้ที่เราเห็นก็บอกอะไรได้มากมายเหมือนกัน



ทำไมดูเหมือนว่าประเทศไทยฝากความหวังไว้กับหมอดู?

คิดว่าเพราะประเทศไทยในเวลานี้ออกจะลึกลับยิ่งกว่าความลับในวิชาโหราศาสตร์เสียอีก

แต่ โดยทั่วไปคงไม่มีคนทั้งหมดที่จะฝากความหวังไว้กับหมอดู บางคนหรือหลายคน เวลาที่มองอะไรไม่ชัด หาคำตอบอะไรไม่ได้ ใช้เหตุผลก็แล้ว ใช้อะไรไปตั้งมาก ก็เกิดความคิด...ลองดูหมอดีกว่า

มีคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เชื่อหมอดูแบบสุดสุด กลุ่มที่ไม่เชื่อเลย และกลุ่มที่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เวลามองดูโลกของการพยากรณ์ ต้องมองลึกลงไป ความหวัง ความกลัว ความปรารถนา สิ่งเหล่านี้อยู่ในมนุษย์ทุกคน เมื่อคนในประเทศไม่มีความสุข ไม่มีหลักประกันที่มั่นคงในหลายๆ ด้าน ไม่รู้จะไปทางไหน จะเอายังไง จะพูดคุยก็ลำบากไปหมด ก็เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่จะหันหาโหราศาสตร์



"กลุ่มสะพาน" ที่ทำงานอยู่คืออะไร?

จุด ประสงค์ของการตั้ง "กลุ่มสะพาน" คือ เพื่อลดอคติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมไทยเรื่องความหลากหลายทาง เพศ ทำกิจกรรมผ่านสื่ออย่าง สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ หนัง งานเขียน ซึ่งคนที่มีบทบาทมากๆ คือ คุณฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ และน้องสาวแท้ๆ อีกคน (กาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์) ส่วนตัวเองตอนนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานอะไรมาก เป็นผู้สนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการเสียมากกว่า (ยิ้ม)



เป็นเรื่องของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน?

ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่จะมีคนรักเพศเดียวกัน แล้วถูกมองว่าแปลกแยกจากคนทั่วไปในสังคม เพราะคนชินกับอคติ หรือความรู้ที่ตกทอดกันมาว่าคนที่รักชอบเพศเดียวกันไม่ปกติ ถึงต้องมีองค์กรที่ทำงานเพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้

สิ่งที่คิด คือ ทำอย่างไรให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น คนเรามีความรักความชอบต่างกัน มีรสนิยมต่างกัน แต่เราไม่กีดกันกัน ความเป็นเกย์หรือ

เลสเบี้ยนอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้ เหมือนความเป็นรักต่างเพศ หรือรักเพศเดียวกันอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้ เป็นแค่คำเรียกเท่านั้น



มุมมองความรัก?

มีมุมมองต่อความรักค่อนข้างละเอียด คิดว่าในความรักไม่มีเพศ แต่การมีแฟนหรืออยู่กับคนรัก คิดว่าตัวเองสอดคล้องกับผู้หญิงมากกว่า


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :  
ผู้ลงบทความ : ห้างร้านการะเกต์  
 
By ห้างร้านการะเกต์.
Copyright 2003-2009 Weloveshopping.com All rights reserved.