กษิดิศ สมุนไพร [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.สมุนไพรอบตัวลดอ้วน.com  
  
  ค้นหา :
  
Live Support  Calculator  แจ้งการชำระเงิน   รถเข็น: 0   
 สถิติของร้าน
  เปิดร้าน
30/06/2009
  ปรับปรุง
03/07/2018
  ผู้ชมทั้งหมด
190,070
  สินค้าทั้งหมด
47
 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

สมุนไพรอยู่ไฟ
บ้านเดี่ยว
สมุนไพรลดความอ้วน
ชาสมุนไพร
ผลิตภัณฑ์ สุภาพัช
สมุนไพรหน้าขาวใส+กำจัดฝ้า
สินค้ามือ 2
มะรุม
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ผิวหน้า
สมุนไพรไทยแบบกิน
สินค้าแม่และเด็ก
สมุนไพรกระชับช่องคลอด
บำรุงผม รากผม เซรั่มสำหรับผม
เสื้อมือ 2 จาก ญ๊่ปุ่น
สมุนไพร
สบู่สมุนไพร
สมุนไพรขัดผิว
บริการของร้าน
หน้าแรก
ข่าวสาร
เว็บบอร์ด
สอบถามผ่านออนไลน์
คำถามที่พบบ่อย
บทความน่าสนใจ
ผลงานของร้านค้า
สมัครสมาชิก
หน้าสมาชิก
วิธีการสั่งซื้อ
วิธีการชำระเงิน
วิธีการรับสินค้า
แจ้งการชำระเงิน
เช็คสถานะการส่งสินค้า
Track&Trace
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
ตั้งเป็นหน้าแรก
รับข่าวสารจากทางร้าน

สมัคร ยกเลิก
ลิงค์
  Kasidit Herbal
  www.bestmomclub.com
  Kasidit Spa

    บทความน่าสนใจ
  บันได 10 ขั้นในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่เจ็บป่วย
   รายละเอียด  

บันไดขั้นที่ 1 การให้ข้อมูล (Informed decision)

ในขั้นตอนนี้ Prof. Diane ได้เน้นในเรื่องของการให้ข้อมูลแก่มารดาในระยะตั้งครรภ์และครอบครัวเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การเตรียมความพร้อมของมารดา การตั้งเป้าหมายเพื่อมุ่งมั่นที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในขั้นตอนนี้ ผู้ที่มีบทบาทที่สำคัญคือบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาและดูแลมารดาในระยะตั้งครรภ์ โดยก่อนที่จะให้คำปรึกษาหรือข้อมูลใดๆ แก่มารดา ผู้ให้คำปรึกษาควรที่จะซักประวัติภาวะสุขภาพ ประเมินภาวะเสี่ยงในขณะตั้งครรภ์ ประเมินความรู้ความเข้าใจของมารดาในระยะตั้งครรภ์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งควรต้องประเมินไปถึงประวัติการเลี้ยงลูกของย่า ยาย ด้วย

ในคลินิกที่ให้การดูแลมารดาในระยะตั้งครรภ์ ควรมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เช่น เครื่องปั๊มนม อุปกรณ์เก็บรักษาน้ำนม ถุงสำหรับละลายน้ำนม (Medula microwave bag) น้ำยาที่ใช้ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้มารดาได้เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับข้อมูลที่ควรให้แก่มารดาในระยะตั้งครรภ์มีประเด็นดังต่อไปนี้

1. ทำไมต้องเป็นนมแม่ บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลควรตั้งเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่ามารดาและครอบครัวมีความเข้าใจถึงประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความสำคัญของนมแม่ คุณค่าของนมแม่ที่มีต่อลูกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นคือช่วยป้องกันการติดเชื้อ ลดระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาล ช่วยในเรื่องการย่อยของทารก เป็นต้น ส่วนคุณค่าในระยะยาวคือการมีภาวะสุขภาพที่ดี มีการเจริญเติบโตที่สมวัย ห่างไกลจากภาวะโรคเบาหวาน ส่วนประโยชน์แก่มารดาคือการลดภาวะเสี่ยงต่อการตกเลือด การเป็นมะเร็ง และช่วยในเรื่องการคุมกำเนิด เป็นต้น

2. นมแม่เป็นเสมือนยารักษาโรค บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้การดูแลทารกอย่างดีที่สุดได้ แต่สิ่งที่สำคัญและต้องการเป็นอย่างมากคือนมแม่ซึ่งมีสารอาหารครบถ้วนและมีภูมิคุ้มกันโรค ในการให้ข้อมูลแก่มารดา ควรให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการศึกษาต่างๆ ดังเช่น นมแม่ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบหายใจได้ 72% ระบบทางเดินอาหารได้ 64% การติดเชื้อในช่องหูได้ 23-50% นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงและความรุนแรงในการติดเชื้อในระบบปัสสาวะ การติดเชื้อแบคทีเรียในสมอง ในเลือด และการติดเชื้อในทารกชนิด late-onset sepsis นมแม่ยังช่วยทำให้ทารกสามารถรับนมได้ดีและครบตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละวันได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้กระเพาะอาหารว่างได้เร็ว ย่อยได้ดี ลดการติดเชื้อในลำไส้ได้ 77% ทำให้ลดต้นทุนในการรักษาพยาบาลลดความเสี่ยงและความรุนแรงต่อการเป็น Retinopathy of prematurity (ROP) เพิ่มการพัฒนาของสมอง นมแม่ยังช่วยลดความเจ็บปวดในทารกที่เจ็บป่วยได้ ลดความเสี่ยงต่อการเกิด Sudden Infant Death Syndrome ในช่วง 1 ปีแรกได้ถึง 36% ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหืดได้ถึง 26-40% (ในการให้นมแม่อย่างเดียวใน 3-4 เดือนแรก) ลดการอักเสบติดเชื้อของลำไส้ได้ 31% ลดการเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ 30% (ในการให้นมแม่อย่างเดียวใน 3 เดือนแรก) ลดการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ 40% และป้องกันการเกิดโรคอ้วนในเด็กได้ 15-30% นมแม่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด leukemia และ lymphomaโดยลดการเกิด ALL ได้ 20% ลดการเกิด AML ได้ 15% ในการให้นมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกลดค่ารักษาพยาบาลและลดระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาล

3. นมแม่เป็นเสมือน intervention และนมแม่ไม่ใช่ทางเลือก บุคลากรทางการแพทย์ควรปรับทัศนคติของมารดาและครอบครัวในการให้ความหมายของนมแม่ ทำให้เห็นว่านมแม่มีส่วนต่อการทำงานของร่างกาย ทั้งทางด้านสารอาหาร พัฒนาการ และภูมิคุ้มกัน ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารในนมแม่ทั้งไขมัน คาร์โบไฮเดรต Oligosaccharides โปรตีน สารที่ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการที่นมแม่ช่วยทำให้เกิดการผ่อนคลาย ส่งเสริมให้เกิดสาร anti-oxidantsได้

บันไดขั้นที่ 2 การกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและให้มีน้ำนมอย่างต่อเนื่อง (Establishment & maintenance of milk supply)

ในขั้นตอนนี้ บุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำแนะนำมารดาในเรื่องการปั๊มนมหรือบีบน้ำนมหลังคลอด หากคลอดปกติควรมีการปั๊มนมหรือบีบน้ำนมภายใน 2 ชั่วโมง หากคลอดโดยการผ่าตัดคลอด ควรมีการปั๊มนมหรือบีบน้ำนมภายใน 4 ชั่วโมง หรือควรให้ข้อมูลและกระตุ้นให้ครอบครัวของมารดาแนะนำให้มารดาปั๊มนมให้เร็วที่สุดหลังคลอด และควรปั๊มนม 8-12 ครั้งใน 24 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนม โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างมารดาที่มีการปั๊มนมภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอดและมารดาที่ไม่ได้ปั๊มนมภายใน 1 ชั่วโมง พบว่ามารดาที่ปั๊มนมภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอดจะมีน้ำนมใน 7 วันแรกมากกว่า มีน้ำนมในสัปดาห์ที่ 3 มากกว่า และมีการสร้างน้ำนมในขั้นตอน lactogenesis stage II เร็วกว่ามารดาที่ไม่ได้ปั๊มนมใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด

ในช่วง 4 วันแรกหลังคลอด อาจได้น้ำนมจำนวนน้อยแต่เป็นน้ำนมที่มีคุณค่าสีเหลือง (colostrum) ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ทารกต้องการนมเพียงแค่ 15 กรัมใน 24 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ควรแนะนำมารดาให้มีการบันทึกจำนวนนมที่ได้จากการปั๊มนมหรือการบีบน้ำนมในแต่ละครั้งจนกว่าจะได้น้ำนมในช่วง transitional milk หรือประมาณ 20 ml ต่อการปั๊มหรือบีบในแต่ละเต้า หรือประมาณ 320 ml ต่อวัน ส่วนเป้าหมายของการปั๊มนมหรือบีบน้ำนมคือ ควรได้ 440-1,220 ml ต่อวันในมารดาที่มีภาวะสุขภาพดี นอกจากนี้บุคลากรทางการแพทย์ยังควรให้ความรู้แก่มารดาและครอบครัวเกี่ยวกับสรีรวิทยาของเต้านม กระบวนการสร้างและการหลั่งน้ำนม เพื่อให้มารดาเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

บันไดขั้นที่ 3 การจัดการเกี่ยวกับนมแม่ (Human milk management)

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการจัดการกับนมแม่ที่ปั๊มหรือบีบออกมาได้ บุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำแนะนำแก่มารดาในเรื่องการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับนมบีบ การเก็บน้ำนม การเคลื่อนย้ายน้ำนม วัสดุที่เหมาะสมกับการเก็บน้ำนม และการทำความสะอาดอุปกรณ์ปั๊มนม ในการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับนมที่ปั๊มหรือบีบได้ ควรมีรายละเอียดที่ชัดเจนทั้งวันเวลา จำนวนน้ำนมที่ได้ ส่วนการเก็บน้ำนมนั้น น้ำนมที่ปั๊มหรือบีบออกมาใหม่ ควรให้แก่ทารกภายใน 4 ชั่วโมง ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะสามารถเก็บได้ 96 ชั่วโมง ถ้าเก็บไว้ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นสองประตู จะเก็บได้ 6 เดือน ตู้เย็นประตูเดียว เก็บได้ 3 เดือน ถ้าเก็บในตู้แช่แข็งเฉพาะ จะเก็บได้ 1 ปี ส่วนนมแช่แข็งที่ละลายแล้ว เก็บได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ในการเคลื่อนย้ายน้ำนมนั้น มารดาควรมีที่เก็บความเย็นหรือใส่ในภาชนะที่เก็บความเย็น

บันไดขั้นที่ 4 การทำความสะอาดช่องปากและการให้นมแม่แก่ทารก (Oral care & Feeding Human milk)

ขั้นตอนนี้เน้นในเรื่องประโยชน์ของนมแม่ในการทำความสะอาดช่องปากของทารกและการให้นมแม่แก่ทารกที่มีความเจ็บป่วย นมแม่ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยชีวิตทารก แต่ช่วยให้ทารกมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต นมแม่ที่เป็น colostrum เมื่อได้มาแล้วควรแบ่งไปทำความสะอาดช่องปากของทารกก่อน แล้วจึงค่อยให้แก่ทารก หากมีเหลือค่อยเก็บไว้ให้ทารก การทำความสะอาดช่องปากทารกด้วยนมแม่ ควรทำทุกครั้งที่แม่ปั๊มหรือบีบน้ำนมจนกว่าทารกจะดูดนมแม่หรือกินนมทางปากได้ด้วยตนเอง

บันไดขั้นที่ 5 การส่งเสริม skin-to- skin (Skin-to-skin in care)

การทำ skin-to- skincontact มีประโยชน์สำหรับทารกที่เจ็บป่วยหลายประการ เช่น ช่วยให้การเต้นหัวใจสม่ำเสมอ ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น ควบคุมอุณหภูมิกายทารกให้เหมาะสม ช่วยในการเพิ่มน้ำหนักตัว การเจริญเติบโตของสมอง ลดจำนวนวันในการอยู่โรงพยาบาล ช่วยให้ทารกหลับได้นานขึ้นและหลับลึกขึ้น ช่วยลดความเจ็บปวดและความเครียดของทารก รวมทั้งช่วยทำให้ทารกสามารถเปลี่ยนผ่านไปกินนมแม่จากเต้าได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม มักพบว่าทารกที่เจ็บป่วยมักไม่ค่อยได้รับโอกาสในการทำ skin-to- skincontact เนื่องจากข้อจำกัดทั้งจากทางมารดาและบุคลากรทางการแพทย์

ข้อจำกัดทางด้านบุคลากรทางการแพทย์มักเกิดจากการพิจารณาข้อกำหนดความเหมาะสมในการทำ skin-to- skincontact ของทารก ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์มักกำหนดเกณฑ์ในการทำ skin-to- skincontact ว่าทารกต้องมีอายุเหมาะสม น้ำหนักตามเกณฑ์ ไม่ต้องได้รับการรักษาในตู้อบ ไม่ต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรืออาการอื่นๆ ซึ่งทำให้ทารกที่เจ็บป่วยโดยเฉพาะทารกที่อยู่ในหออภิบาลทารกไม่สามารถทำ skin-to- skincontact ได้

ข้อจำกัดทางด้านมารดานั้น มารดาบางรายอาจไม่สะดวกใจในการทำ skin-to- skincontact เนื่องจากไม่ต้องการเปิดเผยร่างกาย พยาบาลควรช่วยโดยการจัดสถานที่ให้มิดชิด อาจใช้ม่านบังให้เป็นสัดส่วน หรือจัดหาเสื้อคลุมที่สามารถปกปิดร่างกายของแม่ได้เมื่อเอาทารกเข้าไปทำ skin-to- skincontact แล้ว

Prof. Diane ได้เสนอตัวอย่างโครงการส่งเสริมการทำ skin-to- skincontact ในหออภิบาลทารกแรกเกิดที่ท่านทำงานอยู่ โดยในขั้นแรกมีการให้ความรู้แก่พยาบาลและพ่อแม่ทารกเกี่ยวกับการทำ skin-to- skincontact และให้ความมั่นใจแก่พยาบาลว่า การทำ skin-to- skincontact เป็นกิจกรรมการพยาบาลที่เราตัดสินใจได้ว่าทารกจะสามารถทำ skin-to- skincontact ได้เมื่อไรซึ่งแตกต่างจากบทบาทของพยาบาลในประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมการพยาบาลอื่นๆ ก็สามารถทำได้เมื่อทารกอยู่ระหว่างการทำ skin-to- skincontact เช่น การให้อาหารทางสายให้อาหาร การบันทึกสัญญาณชีพต่างๆ โดยก่อนการทำ skin-to- skincontact จะต้องอธิบายให้แม่หรือพ่อเข้าใจถึงวิธีการทำและสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในขณะทำเพื่อให้แม่หรือพ่อไม่รู้สึกกลัว รวมทั้งต้องมีการสอนสาธิตการเคลื่อนย้ายทารกมาสู่อกของแม่หรือพ่อด้วยตุ๊กตาก่อนจนมั่นใจ

ขั้นตอนในการทำ skin-to- skincontact เริ่มจากการให้แม่หรือพ่อล้างมือ โดยแนะนำว่าไม่ควรใส่น้ำหอมหรือสูบบุหรี่ เมื่อพร้อมแล้วจึงเคลื่อนตัวทารกมาที่อกของแม่หรือพ่อที่จะทำ skin-to- skincontact โดยมีการทำได้ 2 ท่า คือ ท่ายืน และท่านั่ง

การทำ skin-to- skin contact ท่ายืน ให้แม่หรือพ่อสอดมืออุ้มทารกจากเตียงด้วยตนเองโดยมีพยาบาลคอยช่วยเหลือและติดตามบันทึกอาการของทารก กรณีที่ทารกใส่ท่อหลอดลมคอต้องปลดข้อต่อกับเครื่องช่วยหายใจออกก่อนแล้วจึงต่อเครื่องใหม่หลังจากที่ทารกอยู่ที่อกแม่หรือพ่อแล้ว

การทำ skin-to- skincontact ท่านั่ง ให้แม่หรือพ่อนั่งเก้าอี้ในท่าที่สบาย จากนั้นพยาบาลจะเป็นผู้อุ้มทารกมาส่งให้กับแม่หรือพ่อที่นั่งอยู่พร้อมทั้งช่วยเหลือในการจัดตำแหน่งของทารกที่อกแม่หรือพ่อให้เหมาะสม และติดตามบันทึกอาการของทารกเช่นกัน

ในกรณีทารกที่ต้องผ่าตัดอาจไม่สามารถทำ skin-to- skincontact ได้ทันทีหลังเกิด ให้ทำให้เร็วที่สุดที่สามารถทำได้ หากจำเป็นอาจให้ทำ skin-to- skincontact โดยให้ทารกนอนตะแคงบนอกแม่ก็ได้

บันไดขั้นที่ 6 การดูดเต้านมเปล่า (Non-nutritive sucking)

การให้ทารกดูดเต้านมเปล่าของแม่ เป็นการช่วยให้ทารกได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการดูดนมแม่ สามารถเริ่มให้ทารกดูดเต้านมเปล่าได้เร็วที่สุดที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุครรภ์และน้ำหนักตัวของทารก ในกรณีที่ทารกต้องใส่ท่อหลอดลมคอให้ทารกได้ดูดเร็วที่สุดภายหลังที่ถอดท่อออก และสามารถทำได้แม้ในขณะที่ทารกยังคงได้รับนมแม่ทางสายให้อาหารอยู่ สามารถทำได้โดยการให้แม่ปั๊มหรือบีบน้ำนมออกจากเต้าให้เกลี้ยงที่สุดก่อน จากนั้นจึงให้ทารกดูดเต้าเปล่าซึ่งบางครั้งอาจมีน้ำนมออกแต่เพียงเล็กน้อยซึ่งจะช่วยให้ทารกได้รู้จักน้ำนมแม่แต่ไม่คาดหวังว่าทารกจะกลืนกินน้ำนมนั้น หากทารกเรียนรู้วิธีการดูดได้ดีอาจวางแผนในการเปลี่ยนเป็นการดูดนมแม่จริงๆ ได้เมื่อทารกได้รับนมมากกว่า ½ ของปริมาณน้ำนมที่ทารกต้องการในแต่ละวัน โดยการให้ทารกดูดนมแม่จากเต้าก่อนแล้วจึงให้ทางสายให้อาหารหากยังได้รับน้ำนมไม่ครบ ในกรณีที่มารดาไม่สามารถอยู่หรือมาเยี่ยมเพื่อให้ทารกดูดเต้านมเปล่าได้อาจพิจารณาให้ทารกดูดจุกนมหลอกแทนการดูดเต้านมเปล่าได้เป็นกรณีๆ ไป

บันไดขั้นที่ 7 การเปลี่ยนผ่านสู่การให้นมจากเต้า (Transition to breast)

สัญชาติญาณในการดูดนมแม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ทารกเกิด โดยทารกแรกเกิดทั่วไปจะแสดงสัญชาติญาณในการดูดนมแม่ผ่านทางพฤติกรรมต่างๆ 9 ระยะ คือ Birth cry, Relaxation, Awakening, Activity, Rest, Crawling, Familiarization, Suckling, Sleep โดยจะใช้เวลาทั้งหมดไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เราจึงควรให้เวลาทารกในการเรียนรู้การดูดนมแม่ผ่านสัญชาติญาณเหล่านี้ด้วยการทำ skin-to- skincontact ทันทีหลังคลอด แต่ในทารกที่เจ็บป่วยที่ไม่สามารถทำ skin-to- skincontact ทันทีหลังคลอดได้ การทำ skin-to- skincontact เมื่อทารกดีขึ้นร่วมกับการให้ทารกได้ดูดเต้าเปล่าบ่อยๆ จะช่วยให้ทารกสามารถเปลี่ยนผ่านมาดูดนมแม่จากเต้าได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่อาจต้องดูแลเป็นพิเศษดังนี้

1. การเคลื่อนไหวของลิ้นและการดูดอย่างเป็นสุญญากาศ จากการศึกษาโดยการใช้อุปกรณ์พิเศษพบว่าเมื่อทารกดูดนมจากเต้านมแม่อย่างถูกต้องจะเกิดแรงดันสุญญากาศในช่องปากทารกประมาณ -145±58 mmHg ซึ่งแรงดันในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้ทารกดูดน้ำนมจากเต้าแม่ได้ดี ดังนั้นทารกที่มีแรงดูดน้อยทำให้แรงดันสุญญากาศไม่ถึงระดับที่เหมาะสมจึงได้รับน้ำนมแม่น้อยหรือไม่ได้รับเลย เช่น ทารกที่มีปัญหาพังผืดใต้ลิ้น ทารกกลุ่มนี้จึงอาจจำเป็นต้องได้รับการทำ Frenulotomy เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวลิ้นขณะดูดนมแม่ทำให้เกิดแรงดันสุญญากาศที่เหมาะสมได้ อีกกรณีหนึ่งเป็นข้อเสียของการที่ทารกมีแรงดูดสุญญากาศมากเกินไปจนทำให้แม่เกิดความรู้สึกเจ็บหัวนม ทำให้เกิดการยับยั้งการหลั่งน้ำนมทารกจึงดูดได้น้ำนมน้อยกว่าทารกที่แม่ไม่มีอาการเจ็บหัวนม

2. การให้ดูดเต้านมเปล่า การดูดเต้านมเปล่าจะช่วยให้ทารกเรียนรู้วิธีการดูดนมแม่ได้เป็นอย่างดี

3. Feeding cues ควรให้ทารกได้ดูดนมแม่ในช่วงที่ทารกแสดงอาการหิว (มี feeding cues)

4. Latch on ควรประเมินทุกครั้งว่าทารกมี Latch on ที่เหมาะสมหรือไม่ในขณะที่ให้ทารกดูนมแม่

5. การจัดท่าและการใช้หมอนช่วย ควรให้คำแนะนำและดูแลให้แม่ให้นมในท่าที่เหมาะสมและสบาย ส่วนใหญ่ในทารกแรกเกิดที่เจ็บป่วยมักให้นมในท่า Cross cradle และท่าฟุตบอล แม่บางคนอาจจำเป็นต้องใช้หมอนช่วยในการจัดท่าให้นม เช่น แม่ที่มีเต้านมใหญ่ เป็นต้น

6. การเปลี่ยนผ่านสู่เต้านมแม่ ทารกที่จะเริ่มให้นมทางปากควรให้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่เต้านมแม่ในทุกกรณี หากจำเป็นต้องให้นมจากขวด ควรจะมีความพยายามให้นมแม่จากเต้าจนแน่ใจจริงๆ ว่าไม่สามารถดูดจากเต้าได้จึงจะให้กินนมจากขวด

7. การช่วยจับท่าทารกให้สามารถ Latch on ได้ ทารกบางรายอาจยังไม่แข็งแรงทำให้การดูดเต้านมแม่ยังไม่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการดูดในครั้งแรกๆ แม่จึงต้องเรียนรู้การจัดท่าทารกเพื่อช่วยให้ทารกสามารถอมหัวนมได้ลึกพอที่จะดูดให้เกิดสุญญากาศได้

8. การใช้ Nipple shield มีงานวิจัยพบว่าการใช้ Nipple shield สามารถช่วยให้ทารกดูดได้น้ำนมแม่ในแต่ละมื้อมากขึ้นเนื่องจาก Nipple shield จะช่วยให้เกิดแรงดันสุญญากาศเร็วขึ้นทารกจึงดูดได้น้ำนมแม่มากขึ้น โดยเฉพาะทารกที่เจ็บป่วยซึ่งมักมีแรงดูดน้อยหรือดูดได้ไม่นาน อย่างไรก็ตามการใช้ nipple shield นี้จะแนะนำเป็นกรณีไปไม่ได้ใช้กับแม่ทุกคน

9. การใช้อุปกรณ์ช่วย ในกรณีที่แม่มีปริมาณน้ำนมค่อนข้างน้อยการใช้อุปกรณ์ช่วยกระตุ้นให้ทารกดูดเต้านมก็จะช่วยกระตุ้นให้แม่มีการสร้างน้ำนมเพิ่มมากขึ้นไปด้วย แต่จะใช้ได้ผลในกรณีที่ทารกสามารถ Latch on และดูดเต้าได้อย่างดี ซึ่งอาจใช้เป็นอุปกรณ์สำเร็จรูป สายยางให้อาหาร หรือ syringe ขนาดเล็กก็ได้

10. การให้นมโดยวิธีอื่นๆ ในระหว่างที่ทารกยังไม่สามารถดูดได้น้ำนมจากเต้านมแม่ได้อย่างเพียงพอ อาจต้องใช้วิธีการให้นมโดยวิธีอื่นๆ ควบคู่ไป เช่น การให้นมจากขวดที่ทารกต้องดูดอย่างเป็นสุญญากาศจึงจะได้น้ำนม (Dr. Diane แนะนำให้ทำวิจัยเกี่ยวเรื่องนี้) การให้ด้วยการป้อนถ้วย การให้ด้วย syringe หรือใช้เทคนิค finger feeding เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่าวิธีการให้นมด้วยวิธีอื่นๆ นอกจากการดูดเต้านมแม่จะช่วยเหลือให้ทารกได้รับน้ำนมแม่ได้ดีกว่า ดังนั้น จึงควรให้ทารกดูดเต้านมแม่ให้เร็วที่สุดและบ่อยครั้งที่สุดที่จะทำได้

บันไดขั้นที่ 8 การวัดปริมาณน้ำนมที่ทารกได้รับ (Measuring milk transfer)

เมื่อทารกดูดนมจากเต้าของแม่ เราจะรู้ได้เพียงวิธีเดียวว่าทารกได้รับน้ำนมแม่ไปเท่าไรก็ด้วยการชั่งน้ำหนักทารกก่อนและหลังการดูดนมแม่แต่ละครั้ง (test weight) ไม่ใช่การดูจากน้ำหนักตัวของเด็กที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละวัน เนื่องจากขณะที่แม่จะคลอด แม่บางคนอาจได้รับสารน้ำเพิ่มขึ้นซึ่งสารน้ำนี้จะถูกส่งผ่านไปที่ทารกในครรภ์มีผลทำให้น้ำหนักตัวของทารกเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรเป็น เมื่อทารกคลอดจะขับน้ำส่วนเกินนี้ออกไปทางปัสสาวะทำให้ดูเหมือนทารกได้รับน้ำนมแม่มากแต่น้ำหนักตัวไม่เพิ่มหรือน้ำหนักตัวลดลงอย่างมาก ทั้งแม่และบุคลากรทางการแพทย์จึงค่อนข้างกังวลว่าทารกอาจได้รับน้ำนมไม่พอ ดังนั้นการทำ test weight แต่ละครั้งจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าทารกได้รับน้ำนมพอหรือไม่และช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าจะต้องให้นมด้วยวิธีอื่นๆ เพิ่มหลังจากที่ทารกดูดนมแม่หรือไม่ด้วย อย่างไรก็ตาม การทำ test weight ไม่ควรเริ่มทำในขณะที่แม่ยังไม่เกิด Lactogenesis II เนื่องจากแม่ยังไม่มีน้ำนมหรือมีน้ำนมในปริมาณน้อย

ข้อควรคำนึงถึงในการทำ test weight คือต้องทำอย่างถูกต้องที่สุด อุปกรณ์ที่ติดตัวทารกต้องเหมือนเดิมและเท่าเดิม เช่น สายให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำจะต้องมีการทำเครื่องหมายบอกตำแหน่งของสายที่ถูกวางบนเครื่องชั่งเพื่อให้วางในตำแหน่งเดิมเมื่อทำการชั่งหลังจากดูดนม เป็นต้น สำหรับเครื่องชั่งควรใช้แบบดิจิตอลเพื่อความสะดวก อย่างไรก็ตามควรมีการตรวจสอบความถูกต้องและปรับเครื่องชั่งให้ได้มาตรฐานเป็นระยะๆ รวมทั้งความละเอียดในการชั่งควรเป็นระดับ ± 2 กรัม

บันไดขั้นที่ 9 การเตรียมจำหน่าย (Preparation for discharge)

เมื่อทารกสามารถเปลี่ยนมาเริ่มดูดนมแม่จากเต้าได้แล้วควรให้แม่มาอยู่ที่โรงพยาบาล (มาเยี่ยมแล้วอยู่ทั้งวันหรือให้อยู่นอนกลางคืนด้วยก็ได้) เพื่อเพิ่มโอกาสในการให้นมแม่ตามความต้องการของทารก หากทารกจำเป็นต้องให้นมเพิ่มด้วยวิธีอื่นๆ ควรให้โดยมีระยะห่างประมาณ 6-8 ชั่วโมง ไม่ควรให้ตามทุกมื้อเพราะจะทำให้ทารกดูดนมแม่น้อยลง

ควรกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมที่จะต้องทำในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกันระหว่างแม่และบุคลากรทางการแพทย์เมื่อทารกจะกลับบ้าน โดยจะต้องเป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง มีการประเมินความสามารถในการดูดนมและได้รับน้ำนมของทารกเพื่อให้ทราบว่า แม่จำเป็นต้องปั๊มนมให้ทารกต่อหรือไม่ และแม่จำเป็นต้องใช้เครื่องชั่งในการประเมินการได้รับน้ำนมของทารกหรือไม่ ซึ่งในโรงพยาบาลที่ Dr. Diane ทำงานอยู่ บางครั้งจำเป็นต้องจำหน่ายทารกกลับบ้านทั้งๆ ที่ยังคงให้นมทางสายให้อาหารอยู่ หรือบางรายก็ยังไม่สามารถดูดน้ำนมได้ดี ในกรณีเหล่านี้ทางโรงพยาบาลจะให้แม่ยืมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยในการให้นมแม่ เช่น เครื่องปั๊มนม เครื่องชั่งน้ำหนัก เป็นต้น กลับไปบ้านด้วย และนำมาคืนเมื่อทารกดูดนมแม่ได้ดีแล้ว หรือไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว โดยจะต้องมีการสอนแม่ให้เข้าใจวิธีการใช้อย่างถูกต้องก่อนทุกครั้ง โดยเป้าหมายของปริมาณน้ำนมที่ทารกควรได้รับจะต้องกำหนดให้เป็นเป้าหมายของแต่ละวันหรือรอบ 24 ชั่วโมงไม่ควรกำหนดเป็นแต่ละมื้อ และควรกำหนดเป้าหมายของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของทารกเป็นแบบรายสัปดาห์ เพื่อไม่ให้แม่เป็นกังวลเกินไป

บันไดขั้นที่ 10 การเยี่ยมติดตาม (Appropriate follow-up)

การติดตามหลังจากจำหน่ายทารกกลับบ้านในอเมริกาแตกต่างจากในประเทศไทย โดยในประเทศไทยมักกลับมาที่โรงพยาบาลที่คลอดหรือหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐ แต่ของอเมริกานั้นแม่มีโอกาสในการพาทารกกลับไปตรวจสุขภาพหรือติดตามหลังจำหน่ายได้หลากหลายที่ จึงต้องเน้นให้แม่นำทารกไปพบบุลากรทางการแพทย์ที่มีความเข้าใจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับทารกที่เจ็บป่วยเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป

สรุปโดย อาจารย์ ดร.สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง

อาจารย์ ดร.พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม

ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และโภชนาการเด็ก

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :  
ผู้ลงบทความ : Kasidit  
 
By กษิดิศ สมุนไพร.
Copyright 2003-2009 Weloveshopping.com All rights reserved.