ครีมหมอจุฬาลักษมีแท้ 1 โหล599฿ [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.princess-skincare-products.com  
  
  ค้นหา :
  
Live Support  Calculator  แจ้งการชำระเงิน   รถเข็น: 0   
 สถิติของร้าน
  เปิดร้าน
13/10/2008
  ปรับปรุง
09/06/2019
  ผู้ชมทั้งหมด
2,783,096
  สินค้าทั้งหมด
104
 ทะเบียนพาณิชย์
1239900003999
 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

ครีมสมุนไพรจุฬาลักษมี(หมอจุฬา)
Voodoo ครีมวูดู
น้ำหอม
สบู่สปา สบู่ล้างหน้า
โทนเนอร์ โลชั่นเช็ดหน้า
ครีมพอกผิวขาว ครีมทาผิวขาว
ครีมกันแดด
รอบดวงตา,เจลแก้มแดง
สำหรับผิวหน้าเป็นสิว
ครีมยางพารา ของแท้ ราคาส่ง
ครีมทาหน้าใส...หน้าขาว
ผิวกายขาวเนียน
เจลกำจัดขน
ผมเสีย ผมแห้งกรอบ ผมไร้น้ำหนัก
บำรุงมือและเล็บ
อาหารเสริม
ชุดตรวจสารอันตราย
ครีมหมอจุฬา ของปลอม
เอกสารสำคัญ
งานบริการอื่นๆ
บริการของร้าน
ผลงานของร้านค้า
เกี่ยวกับเรา
My Favorite
คำถามที่พบบ่อย
หน้าแรก
ข่าวสาร
สมุดเยี่ยม
เว็บบอร์ด
บทความน่าสนใจ
สมัครสมาชิก
วิธีการสั่งซื้อ
วิธีการชำระเงิน
แจ้งการชำระเงิน
Track&Trace
ติดต่อเรา
ตั้งเป็นหน้าแรก
วิธีการรับสินค้า
ครีมหมอจุฬาสูตรต้นตำรับ
รายการสินค้าเด่นปริ๊นเซสสกินแค
ผลการตรวจครีมหมอจุฬาครั้งที่4
ตรวจสารอันตรายเบื้องต้น
สารเดกซาเมทาโซน
รับข่าวสารจากทางร้าน

สมัคร ยกเลิก
Poll
ครีมหมอจุฬา(ครีมจุฬาลักษมี)สูตรสมุนไพรต้นตำรับ10ปี ขายดีอันดับ1 ไม่แท้ยินดีคืนเงิน100เท่า
ซื้อครีมหมอจุฬาของแท้+ครีมกันแดดใยไหม ราคาสุดคุ้ม350 บาท
ซื้อครีมจุฬาลักษมีของแท้ 1 กระปุก แถมสบู่สูตรใดก็ได้ 1 ก้อน
ซื้อครีมสมุนไพรจุฬาลักษมีวันนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ 3 กระปุก แถม 2 ประปุก
By Result
ลิงค์
    บทความน่าสนใจ
  BHA คืออะไร
   รายละเอียด  

BHA ได้จากการสกัดจากต้นวิลโล่

BHA คืออะไร

BHA เป็นกรดเครื่องสำอางที่ได้จากเปลือกของต้นวิลโล่ เป็นกลุ่มเดียวกับ Aspirin นิยมนำมาผสมกับเครื่องสำอาง เพราะสามารถผลัดเซล์ผิว แต่จะไม่เหมือนกับ AHA ที่โมเลกุลเล็กกว่าจึงสามารถช่วยเรื่องริ้วรอย แต่ BHA จะเด่นตรงที่ มันจะซึมลงไปในรูขุมขนเพื่อล้างเอาไขมันที่ติดตามรูขุมขนให้หลุดออก ทำให้ไม่อุดตันและเกิดสิว แถมในระยะยาวจะช่วยให้รูขุมขนเล็กลง BHA จะผสมอยู่ในเครื่องสำอางประมาณ 1- 2%

คนที่เป็นสิวเสี้ยน สิวอุดตันในบางคนใช้ BHA อย่างเดียวก็ดีขึ้นได้เลย และยังสามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์รักษาสิวตัวอื่นเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนคนที่เป็น Acne Rocasea ในช่วงแรกๆ BHA ยังทำให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ริ้วรอยเหี่ยวย่น เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามเวลา วัย และสังขาร แต่ประชากรในเขตเมืองร้อนโดยเฉพาะประเทศไทย ค่อนข้างจะโชคร้ายกว่าประชากรในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว เพราะคนไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อน และแสงแดดที่ร้อนแรง ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของสาเหตุที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น รวมทั้งความเครียด วิตกกังวลจนถึงวิตกจริต ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและสภาพปัญหาสังคมที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น โอกาสที่ผิวโดยเฉพาะผิวหน้าจะเหี่ยวย่นจนมองเห็นได้ชัด จึงมีมาก ทำให้เครื่องสำอางที่มีการโฆษณาว่าช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือ ชะลอความชรา เป็นที่สนใจและไขว่คว้าซื้อกันมาใช้ ขณะเดียวกันธุรกิจเครื่องสำอางกลุ่มนี้ก็มีวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี หรือการวิจัยและพัฒนาสูตรตำรับอยู่ตลอดเวลา บางครั้งมีการค้นพบสารใหม่ ๆ แต่บางครั้งยังคงใช้สารเดิม เพียงแต่มีการวิวัฒนากายร หรือปรับปรุงสูตรตำรับให้มีคุณภาพหรือประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ตัวอย่าง เข่น Salicylic acid ซึ่งเป็นตัวเอกของ BHA ที่มาจากการเปิดตัวของเครื่องสำอางใหม่ยี่ห้อหนึ่ง โฆษณาโดยใช้จุดขายของผลิตภัณฑ์ว่ามีส่วนผสมของสาร บีเอชเอ (BHA) ทำให้หลายคนให้ความสนใจว่า BHA คืออะไร ต่างจาก AHAs หรือไม่ อย่างไร บทความนี้เป็นการสรุปข้อมูลทางวิชาการที่ทำให้รู้จักสาร BHA ดีขึ้น แต่จะไม่สรุปว่าดีกว่า หรือด้อยกว่า เพราะการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลของสารใดสารหนึ่ง จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัย เปรียบเทียบด้วยวิธีการและกระบวนการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และต้องอยู่บนพื้นที่ถูกต้องด้วย

BHA (บีเอชเอ) คืออะไร

บีเอชเอ BHA หรือ Beta hydroxy acid ตัวที่กำลังกล่าวถึงในที่นี้ คือ Salicylic acid (ซาลิซัยลิคแอสิด หรือ กรดซาลิซัยลิค) ซึ่งมีประวัติความเป็นมาดังนี้

ปี คศ.1827 Leroux ค้นพบสารสำคัญ คือ Salicin โดยสกัดได้จาก Willow bark เป็นสารในกลุ่ม bitter glycoside ต่อมาในปี คศ.1838 Piria ก็สามารถเตรียม Salicylic acid ได้จาก Salicin

ปี คศ.1844 Cahoues สามารถเตรียม Salicylic acid ได้จาก Oil of gaulthuria (oil of wintergreen) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอ่อน หรือมีสีชมพูปนอยู่ด้วย มีกลิ่นหอมของ mint

ถึงแม้ว่าจะสามารถสกัด Salicylic acid ได้จากพืชก็ตาม แต่ Salicylic acid ที่ใช้ปัจจุบันส่วนใหญ่ ได้มาจากการสังเคราะห์ โดยในปี คศ.1860 Kolbe และ Lauterman ประสบความสำเร็จ ในการสังเคราะห์ Salicylic acid จาก Phenol จนกลายเป็นการผลิต ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว หรือใสไม่มีสี หรือเป็นผงสีขาว และหากได้จากการสังเคราะห์จะไม่มีกลิ่น

จากประวัติความเป็นมา จะเห็นว่า Salicylic acid ซึ่งใช้ชื่อในการโฆษณาว่า BHA ไม่ใช่สารใหม่ แต่เป็นสารที่มีการใช้มานานแล้ว โดยเฉพาะการใช้ในทางการแพทย์และเครื่องสำอาง

การใช้ Salicylic acid ในทางการแพทย์

ในทางการแพทย์ใช้ Salicylic acid เป็นยาที่ใช้ทาภายนอกและใช้เฉพาะที่ในการรักษาโรคผิวหนัง ที่มีลักษณะหนาแข็งกระด้าง เนื่องจาก Salicylic acid มีคุณสมบัติเป็น keratolytic agent กล่าวคือ จะทำให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น โดย Salicylic acid จะไปละลาย intercellular cement ของผิวหรือแผ่นสะเก็ตของผิวหนังที่เคยเกาะติดกันในชั้น Stratrum corneum ให้ละลายแล้วหลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น ยาที่ใช้ทาภายนอกที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid อยู่ด้วย และเป็นที่รู้จักกันดีมานานแล้ว คือ Whitfield"s ointment ซึ่งประกอบด้วย Benzoic acid และ Salicylic acid ในอัตราส่วน 2:1 โดยทั่วไปใช้ Benzoic acid 12% และ Salicylic acid 6% ใช้รักษาเชื้อราที่ผิวหนัง รวมทั้งใช้ Salicylic acid colloidion ซึ่งประกอบด้วย Salicylic acid 10-20% ในการรักษาหูดและตาปลา หรือใช้ Salicylic acid 2-4% ผสมกับผง Talcum เป็นผงโรยเท้าใช้รักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่เท้า

การใช้ Salicylic acid ในเครื่องสำอาง

ในวงการเครื่องสำอางใช้ Salicylic acid มานาน และใช้ในหลายวัตถุประสงค์ เช่นใช้เป็นวัตถุกันเสีย เป็นวัตถุระงับเชื้อ และใช้ในผลิตภัณฑ์ทาผิวที่ทำให้ผิวนุ่ม เครื่องสำอางที่ใช้กับเส้นผม เครื่องสำอางที่ใช้ทาสิว ทาผิวหน้า

ปริมาณที่ใช้ในเครื่องสำอาง

ในยุโรปอนุญาตให้ใช้ Salicylic acid และเกลือของสารนี้เป็นวัตถุกันเสียในเครื่องสำอางได้ในปริมาณไม่เกิน 0.5 และห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ยกเว้นในแชมพู

เครื่องสำอางที่ใช้ทาผิวหน้าและทาผิวกายที่ผลิตในประเทศไทยมีการใช้ Salicylic acid เป็นส่วนผสม มีจำหน่ายมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นวัตถุระงับเชื้อในผลิตภัณฑ์ หรือใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาสิว ทาผิวหน้า และใช้ทาผิวกาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาผิวบริเวณที่แข็งกระด้าง เช่น ข้อศอก หรือส้นเท้า สำหรับเครื่องสำอางทาผิวหน้าและผิวกายให้ผิวอ่อนนุ่ม ลดริ้วรอยที่ผลิตในต่างประเทศก็มีการใช้ Salicylic acid เป็นสารสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ใช้ชื่อว่า Salicylic acid จากปัญหาผิวเหี่ยวย่น และผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นเพื่อให้แลดูอ่อนกว่าวัย เป็นผลให้วงการเครื่องสำอางมีการวิจัยและพัฒนาตลอดเวลา จากเครื่องสำอางประเภทที่ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว มีการพัฒนาสูตรตำรับเพื่อให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีผลต่อผิวเหี่ยวย่น ต้องการให้ผิวแลดูกระชับเปล่งปลั่ง และอ่อนนุ่มชวนมองและชวนสัมผัส จึงเป็นจังหวะที่ดีของสารทั้งในกลุ่ม AHAs และ BHA หลังจากที่คำว่า BHA เป็นที่รู้จักแพร่หลายและคนส่วนใหญ่ทราบว่าผลของการใช้เครื่องสำอางที่มี BHA จะคล้ายกับผลที่ได้จากการใช้เครื่องสำอางที่มี AHAs ทำให้มีคำถามอยู่เสมอว่า BHA และ AHAs มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ซึ่งในฉบับที่ 1/2542 ได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ AHAs ไปแล้ว ฉบับนี้จะคุยกันในเรื่องความเหมือนและความต่างของสารทั้งสองชนิด

ความเหมือนและความต่างระหว่าง BHA และ AHAs

  1. ทั้งสองสารมีคุณสมบัติเป็นกรด จะมีสรรพคุณหรือผลต่อผิว เมื่อผลิตภัณฑ์มีความเป็นกรด ดังนี้

    Salicylic acid ในเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวหน้าใช้ในปริมาณ 1-1.5% มี ค่า pH* ประมาณ 2.8 (มีความเป็นกรดมาก)

    AHAs ในเครื่องสำอางที่ใช้กับผิวหน้าใช้ในปริมาณ 3-10% มีค่า pH ประมาณ 3-5 (มีความเป็นกรดค่อนข้างมาก) *pH เป็นหน่วยวัดความเป็นกรด-ด่าง, ค่า pH ยิ่งต่ำยิ่งแสดงว่ามีความเป็นกรดยิ่งสูง

  2. ทั้งสองสารต้องอาศัยสารเสริมที่จะช่วยลดการระคายเคืองและมีสรรพคุณดีขึ้น เนื่องจากทั้งสองสารต้องอยู่ในสภาพที่เป็นกรด จึงมีโอกาสระคายเคืองต่อผิว และอาจทำให้ผิวไวต่อแสงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เครื่องสำอางที่มีสารเหล่านี้เป็นสารสำคัญ จะต้องเพิ่มสารที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวหรือทำให้สภาพผิวดีขึ้น เช่น มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) Humectant หรือสารป้องกันแสงแดด (Sunscreen) หรือสารอื่น ๆ ที่จะช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดกับผิว สารเสริมเหล่านี้จัดเป็นสารสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา เป็นผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาตลอดเวลา ซึ่งชนิดและราคาสารเสริมเหล่านี้จะมีหลายประเภท หลายกลุ่ม และมีผลดีต่อผิวต่างกัน รวมทั้งมีผลทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ต่างกันด้วย

  3. ผลที่มีต่อผิว ทั้งสองสารจะทำให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น ทำให้ผิวที่อยู่ชั้นถัดไปที่ยังอยู่ในสภาพดีขึ้นมาแทน จึงมองเห็นว่าผิวมีสภาพดีขึ้น แต่เนื่องจากคุณสมบัติการละลายของสองสารต่างกัน ทำให้คุณสมบัติต่างกันบ้าง กล่าวคือ

    AHAs ละลลายได้ดีในน้ำ ส่วนใหญ่จะมีผลต่อผิวชั้นนอก ผ่านลงไปในผิวชั้นถัดลงไปได้น้อยกว่า

    Salicylic acid ละลายได้ดีในไขมันผ่านลงไปในผิวชั้นถัดลงไปได้มากกว่า จึงมีผลต่อผิวชั้นที่อยู่ลึกลงไปได้มากกว่า

  4. ที่มาของสาร

    AHAs ที่ใช้ในเครื่องสำอางมีทั้งที่มาจากธรรมชาติ และที่ได้จากการสังเคราะห์ ชนิดที่มาจากธรรมชาติมักเรียกกันว่ากรดผลไม้ ซึ่งจะมีสรรพคุณดีกว่า การระคายเคืองน้อยกว่าและราคาแพงมากกว่าชนิดที่ได้จากการสังเคราะห์

    Salicylic acid ที่ใช้ในเครื่องสำอางส่วนใหญ่มาจากการสังเคราะห์

สรุป

ทั้งสองสารต้องอยู่ในสภาพที่เป็นกรด จึงจะมีคุณสมบัติทำให้ผิวดีขึ้นด้วยการทำให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น แต่สรรพคุณของผลิตภัณฑ์จะดีหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการพัฒนาสูตรตำรับที่จะใส่สารเสริมชนิดต่าง ๆ เข้าไปในผลิตภัณฑ์ สารทั้งสองชนิดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการแพ้ และทำให้ผิวไวต่อแสงในการใช้ หากเกิดอาการยุบยิบเล็กน้อย อาจเป็นแค่อาการข้างเคียง แก้ไขโดยใช้ผลิตภัณฑ์ทาผิวในปริมาณที่น้อยลง หรือหลีกเลี่ยงจากแสงแดด แต่หากเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองอย่างชัดเจน ให้หยุดใช้ ซึ่งจะสังเกตุได้ว่า ที่ฉลากของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะมีข้อความคำเตือนในทำนองดังนี้ "ไม่ควรใช้บริเวณรอบดวงตาหรือเปลือกตา หากครีมเข้าตา ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด หากยังมีอาการระคายเคือง ควรปรึกษาแพทย์ หากเกิดผื่นแดงหรือระคายเคืองให้หยุดใช้" สิ่งที่ควรทราบคือ เครื่องสำอางกลุ่มนี้ ผู้ใช้ต้องใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องตามวิธีใข้ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งมักระบุให้ใช้วันละ 1-2 ครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวจะเป็นไปทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่ต้องใช้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ คนส่วนใหญ่ใช้เครื่องสำองมักคำนึกถึงแต่ส่วนดีที่จะได้รับจากเครื่องสำอาง และไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบในระยะยาว แต่ในมุมมองของนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง มีความกังวลและห่วงใยว่า โดยทั่วไป ผิวหนังชั้นนอกของคนเรามีการหลุดลอกออกไปตามปกติอยู่แล้ว แต่หากเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี BHA และ AHAs จะทำให้ผิวชั้นนอกหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้นกว่าปกติ จะมีผลต่อภูมิต้านทางของผิวหรือไม่ ในขณะที่สภาพสิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงทุกชณะ ซึ่งในอนาคตอาจมีงานวิจัยใหม่ๆ ที่จะทำให้เราสามารถประเมินประโยชน์ และความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้ดียิ่งขึ้น คงต้องคอยติดตามกันต่อไป


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.princess-skincare-products.com  
ผู้ลงบทความ : princess