ครีมหมอจุฬาลักษมีแท้ 1 โหล599฿ [Power by Weloveshopping.com.com]
  http://www.princess-skincare-products.com  
  
  ค้นหา :
  
Live Support  Calculator  แจ้งการชำระเงิน   รถเข็น: 0   
 สถิติของร้าน
  เปิดร้าน
13/10/2008
  ปรับปรุง
25/11/2018
  ผู้ชมทั้งหมด
2,616,848
  สินค้าทั้งหมด
104
 ทะเบียนพาณิชย์
1239900003999
 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

ครีมสมุนไพรจุฬาลักษมี(หมอจุฬา)
Voodoo ครีมวูดู
น้ำหอม
สบู่สปา สบู่ล้างหน้า
โทนเนอร์ โลชั่นเช็ดหน้า
ครีมพอกผิวขาว ครีมทาผิวขาว
ครีมกันแดด
รอบดวงตา,เจลแก้มแดง
สำหรับผิวหน้าเป็นสิว
ครีมยางพารา ของแท้ ราคาส่ง
ครีมทาหน้าใส...หน้าขาว
ผิวกายขาวเนียน
เจลกำจัดขน
ผมเสีย ผมแห้งกรอบ ผมไร้น้ำหนัก
บำรุงมือและเล็บ
อาหารเสริม
ชุดตรวจสารอันตราย
ครีมหมอจุฬา ของปลอม
เอกสารสำคัญ
งานบริการอื่นๆ
บริการของร้าน
ผลงานของร้านค้า
เกี่ยวกับเรา
My Favorite
คำถามที่พบบ่อย
หน้าแรก
ข่าวสาร
สมุดเยี่ยม
เว็บบอร์ด
บทความน่าสนใจ
สมัครสมาชิก
วิธีการสั่งซื้อ
วิธีการชำระเงิน
แจ้งการชำระเงิน
Track&Trace
ติดต่อเรา
ตั้งเป็นหน้าแรก
วิธีการรับสินค้า
ครีมหมอจุฬาสูตรต้นตำรับ
รายการสินค้าเด่นปริ๊นเซสสกินแค
ผลการตรวจครีมหมอจุฬาครั้งที่4
ตรวจสารอันตรายเบื้องต้น
สารเดกซาเมทาโซน
รับข่าวสารจากทางร้าน

สมัคร ยกเลิก
Poll
ครีมหมอจุฬา(ครีมจุฬาลักษมี)สูตรสมุนไพรต้นตำรับ10ปี ขายดีอันดับ1 ไม่แท้ยินดีคืนเงิน100เท่า
ซื้อครีมหมอจุฬาของแท้+ครีมกันแดดใยไหม ราคาสุดคุ้ม350 บาท
ซื้อครีมจุฬาลักษมีของแท้ 1 กระปุก แถมสบู่สูตรใดก็ได้ 1 ก้อน
ซื้อครีมสมุนไพรจุฬาลักษมีวันนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ 3 กระปุก แถม 2 ประปุก
By Result
ลิงค์
    

ผลการตรวจวิเคราะห์ครีมหมอจุฬา 

รายงานผลการตรวจวิเคาระห์ครีมหมอจุฬา ครั้งที่ 3 (ทดสอบเครื่องสำอาง)

ประจำเดือนมกราคม พ.ศ. 2552

ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม

136 หมู่4 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัด สมุทรสงคราม 75000



ผู้ส่งตรวจ ผู้จัดการปริ๊นเซส สกินแคร์ โปรดักส์



ที่ สธ 0614/0605

เลขลำดับใบรายงาน 000605

วันที่ออกรายงาน 30 มกราคม 2552

หมายเลขทดสอบ 405001359



ชนิดตัวอย่าง  เครื่องสำอาง

ชื่อตัวอย่าง ครีมจุฬา

วัตถุประสงค์ ทราบข้อมูล ไฮโดรควิโนน กรดเรทิโนอิก ปรอทแอมโมเนีย สเตียรอยด์

ลักษณะตัวอย่าง ครีมสีครีม

ผู้จัดจำหน่าย ปริ๊นเซส สกินแคร์ โปรดักส์

359/143 ลาดพร้าว วังทองหลาง วังทองหลาง กทม. 10310

ขนาดบรรจุ 16 กรัม



--------------------------------------------------------------------------------------



ผลการทดสอบ

ไฮโดรควิโนน ไม่พบ

กรดเรทิโนอิก ไม่พบ

ปรอทแอมโมเนีย ไม่พบ

สเตียรอยด์ ไม่พบ



--------------------------------------------------------------------------------------



การส่งครีมเพื่อตรวจหาสารอันตรายนั้น ทางร้านได้นำครีมที่เกิดจากการซุ่ม 1 ตลับ จาก 1000 ตลับ

โดยไม่ได้เรียงลำดับก่อนหลัง หากลูกค้าท่านใดมีมีต้องการที่จะส่งครีมหมอจุฬ่าเพื่อตรวจหาสารอันตราย สามารถส่งตรวจได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันค่ะ



ผลการตรวจครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่4ออกมาแล้วค่ะ
 

หลายท่านคงจะสงสัยว่าสารเดกซาเมทาโซนคืออะไรและ ทำไมครีมทาหน้า ครีมรักษาสิว เครื่องสำอางต่างๆ หรือแม้แต่ครีมหมอจุฬาต้องตรวจหาสารชนิดนี้

ครีมหมอจุฬาไม่พบสารสเตียรอยด์หรือสารเดกซาเมทาโซน >>อ่านรายละเอียดครีมหมอจุฬาคลิกที่นี่<<

หากตรวจพบสารชนิดนี้หรือตรวจไม่พบจะมีผลอย่างไร อันตรายหรือไม่ อันตรายอย่างไร ดังนั้นเพื่อง่ายต่อการศึกษาและใช้เป็นการประดับความรู้เพิ่มเติม ข้าพเจ้าจึงรวมรวบเอกสารและข้อมูลต่างๆจากหลายแหล่งเพื่อมาใช้เรียบเรียงให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

เพื่อให้ท่านได้เข้าใจเนื้อหาโดยรวมอย่าง่าย บทความในหน้านี้จะถูกแบ่งออกเป็น3ส่วนดังนี้

·        ความรู้ทั่วไปเกี่ยวสารเดกซาเมทาโซน(Dexamethasone) หรือสารสเตียรอยด์

·        สารสเตียรอยด์ในเครื่องสำอาง และผิวหนัง

·        สารสเตียรอยด์ในยาต่างๆและการรับประทาน

เดกซาเมทาโซนหรือ Dexamethasone คืออะไร

 

สารเดกซาเมทาโซน หรือ เดกซ่าเมทาโซน มีชื่อภาษาอังกฤษคือ Dexamethasone  จัดเป็นยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ยาสเตียรอยด์ หรือยาสตีรอยด์

·        สารสเตียรอยด์ในเครื่องสำอาง และผิวหนัง

การอักเสบของผิวหนังอาจเกิดจากภาวะภูมิแพ้, การสัมผัสกับสารเคมีที่ระคายเคือง, ถูกแดดจ้า, แมลงสัตว์กัดต่อย และอื่น ๆ อีกมากมาย ยาทาผิวหนังประเภทสเตียรอยด์ เป็นยาที่ถูกนำมาใช้ลดการอักเสบของผิวหนังจากเหตุต่าง ๆ แต่ไม่ใช่เพื่อการรักษาในทุกกรณี มักใช้ยาทาสเตียรอยด์ในโรคผิวหนังที่มีการอักเสบน้อย ผลการใช้ยาทาสเตียรอยด์ นั้นจะทำให้อาการอักเสบของผิวหนัง อันได้แก่ อาการบวม, แดง, คัน, น้ำเหลืองเยิ้มลดลง จนกระทั่งหายเป็นปกติ

รูปแบบของยาตีรอยด์ชนิดใช้กับผิวหนัง มีทั้งลักษณะเป็นครีม
, ขี้ผึ้ง, ยาน้ำ และชนิดพ่นเป็นละอองฝอย ยาเหล่านี้มีฤทธิ์แรงต่างกัน ซึ่งจำแนกได้ 3 ระดับ คือ
1. ชนิดฤทธิ์อ่อน ได้แก่
 
                  

                 ชื่อยา

      ความเข้มข้น

ฮัยโดรคอร์ติโซน

เด็กซาเมทาโซน

เพร็ดนิโซโลน

ไตแอมซิโนโลน

ฟลูโอซิโนโลน อะซีโทไนด์

        0.25 - 2.5 %   

                   0.1 %

                   0.5 %

                 0.02 %

                 0.01 %

 

 

2. ชนิดฤทธิ์ปานกลาง ได้แก่ 
                  

                 ชื่อยา

     ความเข้มข้น

 เบต้าเมทาโซน วารีเลต

ไตรแอมซิโนโลน

ฟลูโอซิโนโลน อะซีโทไนด์

          0.1 %

          0.1 %

      0.025 %



 

 

3. ชนิดฤทธิ์แรง ได้แก่      

 

                   ชื่อยา

      ความเข้มข้น

เบตาเมทาโซน ไดโปรปริโอเนต

เดสออกซิเมทาโซน

ไตรแอมซิโนโลน อะซีโทไนด์

โคลเปทาโซน โปรปริโอเนต

ไดโฟลราโซน ไดอะซิเทต

ฮัลซิโนไนต์ 

           0.05 %

           0.25 %

           0.5 %

           0.05 %

           0.05 %

           0.1 %


โดยทั่วไปแพทย์มักเลือกยาชนิดฤทธิ์อ่อนใช้ก่อน เมื่อไม่ได้ผล จึงค่อยขยับไปใช้ชนิดที่มีฤทธิ์ปานกลาง และชนิดฤทธิ์แรงตามลำดับ

ผลแทรกซ้อนจากการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทา คือ
ก. เมื่อใช้ทาเฉพาะที่
1. คนที่ทายาติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ใช้ยาทาแก้ฝ้าซึ่งมักผสมสเตียรอยด์ หรือทายาชนิดฤทธิ์
แรงบนผิวหนังเด็ก ซึ่งเป็นผิวหนังที่บอบบาง มักทาให้ผิวหนังบางเป็นมันหรือบุ๋มลงไป และย่นเหมือนกระดาษ มวนบุหรี่ และมีเส้นเลือดฝอยที่ผิวขยายตัวจนเห็นได้ชัดบนผิวหนัง มีจ้ำเลือดปรากฏใต้ผิวหนัง

2. ผิวหนังบริเวณข้อพับ, รักแร้ มักแตกปริเมื่อใช้ยาที่มีฤทธิ์ปานกลางทาที่บริเวณเหล่านี้ติดต่อกันนานกว่า 1 เดือน

3. ทำให้เกิดสิวหัวดำ หรือตุ่มหนองสิว เมื่อทาแบบละเลงเป็นบริเวณกว้างที่หน้า, หน้าอก และหลังติดต่อกันได้ระยะหนึ่ง

4. อาการสิงหน้าแดง และการอักเสบตามแก้ม จมูก และรอบริมฝีปาก

5. เกิดต้อหิน (มีอาการปวดตา, ตามัว, ตาแดง) ได้ ถ้าทารอบตา

6. เกิดการกำเริบหรือแทรกซ้อนของการติดเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา และเชื้อไวรัส

7. มีขนขึ้นผิดปกติที่บริเวณทายา

8. ผิวสีซีดกว่าเดิม

ข. ใช้ทั่วร่างกาย

คนที่ทายาเป็นปริมาณมาก หรือห่อหุ้มบริเวณที่ทายาด้วยพลาสติก ซึ่งทำให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากจนเกิดปัญหาเช่นเดียวกับการกินยา จะทำให้ต่อมหมวกไตถูกรบกวน
, หน้าบวมฉุ, ผิวหนังแตกลาย เป็นต้น

ข้อควรระวังระหว่างใช้ยา
1. ถ้าใช้ยานี้ทาบริเวณร่มผ้าในเด็ก อย่าสวมผ้ากันเปียกที่เป็นพลาสติกให้ เพราะจะทำให้ตัวยาถูกดูดซึมเข้าร่างกายมากเกินไป

2. อย่าใช้ยานานและบ่อยกว่า ที่แพทย์แนะนำ

3. ระวังอย่าให้ยาเข้าตา, รูจมูก และปาก

4. ไม่ควรทาเครื่องสำอาง หรือยาอื่นใดบนผิวหนังส่วนที่กำลัง ใช้สเตียรอยด์ทา

5. เวลาทายาแต่ละครั้ง ควรทาเพียงบาง ๆ เพราะการทายาหนาเกินไป นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุแล้ว ยังทำให้ร่างกายดูดซึมยาเข้าไปมากเกินควร

6. สำหรับโรคผิวหนังที่มีขุยหนา หรือผิวค่อนข้างหยาบด้าน ซึ่งมักจะเป็นเรื้อรัง เมื่อทายาจึงควรคลึงบริเวณดังกล่าวสักครู่ เพื่อให้เนื้อยาซึมเข้าไปได้ดี

7. กรณีที่เป็นยาสเตียรอยด์ที่ใช้กับเยื่อบุช่องปาก เช่น ยาลดการอักเสบของแผลแอฟทัส (Aphtous ulcer) ในปาก ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “แผลร้อนใน” ให้ใช้วิธีกดเนื้อยาให้แผ่เป็นแผ่นฟิล์มติดแน่นกับก้นแผล แทนที่จะทาแบบที่ใช้กับผิวหนัง

8. ถ้าลืมทายาตามเวลาที่แพทย์แนะนำ ให้รีบทาทันทีที่นึกได้ และไม่จำเป็นต้องทาให้หนาเพิ่มเป็นพิเศษ แม้เวลาที่นึกได้จะไปตรงกับกำหนดการทาครั้งต่อไปก็ตาม

 ที่มาของข้อมูล:นิตยสารหมอชาวบ้าน

ร่างกายของมนุษย์สามารถสร้างสารสเตียรอยด์ขึ้นเองได้หรือไม่


สเตียรอยด์เป็นสารประกอบอินทรีย์อย่างหนึ่ง (สร้างในสิ่งมีชีวิต) มีโครงสร้างทางเคมีที่แน่นอนแต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไป มีสารตั้งต้นในการสังเคราะห์จากโคเลสเตอรอล (Cholesterol) สเตียรอยด์ที่สำคัญสร้างจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก (adrenalcortex) และต่อมรังไข่และอัณฑะที่สำคัญได้แก่ ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone hormone) ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol hormone) ฮอร์โมนเพศ (sex hormone) ได้แก่ ฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) และฮอร์โมนเพศหญิง (progesterone และ estrogen) กระบวนการสร้างฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนบน ตั้งแต่ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) พิทูอิทารี (pituitary) ที่จะส่งฮอร์โมนไปกระตุ้นต่อมหมวกไตหรือต่อมเพศ หมายความว่า ในยามปกติร่างกายมนุษย์ก็มีสเตียรอยด์หลายอย่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดสมดุลในการดำเนินชีวิต

 

สารสเตียรอยด์ในยาต่างๆและการรับประทาน

 

ทำไมยาสมุนไพรห้ามใส่สารสเตียรอยด์

ยากลุ่มนี้เป็นยาแผนปัจจุบันชนิดควบคุมพิเศษตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องยาควบคุมพิเศษ ผู้ที่รับประทานยาชนิดนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะหากรับประทานยาชนิดดังกล่าวเป็นประจำอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหารถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ ทำให้ตัวบวม หน้าบวม กระดูกผุกร่อน เปราะแตกง่าย ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง ซึ่งทำให้ติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมีอาการเพิ่มขึ้นหรือต้องใช้อินซูลินมากขึ้น เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และเมื่อใช้ยาเป็นเวลานานแล้วหยุดรับประทานอย่างกะทันหัน ร่างกายจะปรับตัวไม่ทันทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนไพรอกซิแคม เป็นยาในกลุ่มต้านการอักเสบ (NSAID) เป็นยาอันตราย ใช้รักษาการปวดข้อ กระดูก และกล้ามเนื้อ

 

 

โทษของยาลูกกรหรือยาสมุนไพรที่ใสสารสเตียรอยด์

                เชื่อว่าหลายท่านคงจะทราบดีว่าสารสเตียรอยด์นั้นอันตราย เพราะเคยได้ยินอยู่บ่อยๆที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า “ ไม่รู้ว่าใส่สเตียรอยด์หรือเปล่านะ...ถ้าใส่ก็แย่เลย...อย่ากินเลยมันอันตราย” ยายคนนึงพึมพำ  ซึ่งคุณยายท่านนี้รู้ว่าแย่และอันตรายแต่ไม่รู้ว่าแย่ยังไงบ้าง  เราจะตามไปดูโทษของยาลูกกรหรือยาสมุนไพรที่เชื่อว่าใส่สารสเตียรอยด์ลงไป

1.ภูมิคุ้มกันลดลง ติดเชื้อง่าย
2.เกิดไขมันในเลือดสูง
3.เกิดเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูง
4.กระดูกพรุน เพราะไปลดการดูดซึมแคลเซียม และทำให้แคลเซียมออกจากกระดูก
5.เกิดภาวะความดันเลือดสูง
6.โอกาสเกิดโรคหัวใจวายสูง
7.โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ
8.บวมน้ำ
9.เป็นสิว
10.แผลในกระเพาะอาหาร
11.โรคตับ มะเร็งตับ
12.ไตฝ่อ
13.โรคนอนไม่หลับ โรคจิตประสาท

(ที่มาของข้อมูลเกี่ยวกับโทษต่างๆ : ผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เภสัชกรหญิงทัศนีย์ โชคเจริญรัตน์ ในการจัดการอภิปรายเรื่องสเตียรอยด์ในสมุนไพรจีน)

ที่สำคัญที่สุดอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ

 

ครีมหมอจุฬา

 

ที่มาของข้อมูล:วารสารศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรัง

 

ประโยชน์ของสารสเตียรอยด์สังเคราะห์ที่ใช้ในทางการแพทย์

                ถึงแม้ว่าคนทั่วไปจะเข้าใจดีว่าสารสเตียรอยด์นั้นอันตราย แต่ก็ยังมีประโยชน์ที่ใช้ในทางการแพทย์ซึ่งสามารถใช้และจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้นคนธรรมดาไม่มีสิทธิ ซึ่งประโยชน์ต่างๆมีดังนี้

1.เพิ่มพลังงานเมื่อต้องเจอภาวะเครียดรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ เช่น ภาวะช็อก

2.ลดการอักเสบ หยุดปวด

3.ผิวหนังอักเสบ

4.สมองบวม

5.ลดอาการหอบหืด

6.หยุดการปวดข้อ เอ็น

7.กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งอาการของโรคภูมิแพ้ตัวเอง

8.ใช้กดภูมิในกรณีเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

9.ลดความเครียดเจริญอาหาร

 (ที่มาของข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ที่ใช้ทางการแพทย์ : ผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เภสัชกรหญิงทัศนีย์ โชคเจริญรัตน์ ในการจัดการอภิปรายเรื่องสเตียรอยด์ในสมุนไพรจีน)

 

แรงจูงใจที่ทำให้ใส่สารสเตียรอยด์

            1.เกี่ยวกับความเป็นผู้ชายโดยฮอร์โมนเพศชายทีมีชื่อว่า  “เทสโทสเตอโรน” (Testosterone) เพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระตุ้นความเป็นผู้ชายทางเพศ
2.ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาโรค พวกอักเสบ ภูมิแพ้ ปวดข้อ แก้หอบ ได้แก่ กลุ่มที่คล้ายฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จากต่อมหมวกไตส่วนเปลือกได้แก่ เพร็ดนิโซโลน (prednisolone) เดกซาเมทาโซน (dexamethasone)

 

 

ความจริงทั้ง 2 กลุ่ม เป็นยาที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคหลายอย่าง เช่น ภาวะไขกระดูกถูกกดการสร้างเม็ดเลือด ภาวะภูมิต้านทานตัวเอง (Autoimmune disease) โรคผิวหนัง โรคหืด เป็นต้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างจริงจังและต้องมีความพยายามจะลดขนาดปริมาณและระยะเวลาการใช้ เพื่อให้เกิดผลแทรกซ้อนน้อยที่สุด มีคนพยายามเอาสเตียรอยด์เพร็ดนิโซโลน หรือ เดกซ่าเมทาโซน ซึ่งคล้ายกับคอร์ติซอลจากต่อมหมวกไตส่วนเปลือก แต่มีขนาดแรงกว่า (เพร็ดนิโซโลนแรงกว่า = 4 เท่า, เดกซ่าเมทาโซนแรงกว่า = 20-30 เท่า) เติมเข้าไปในยาสมุนไพร ซึ่งมักจะเป็นยาลูกกลอนยาผง ยาแคปซูล เพื่อหวังผลให้มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ การปวดเอนที่ให้ผลเฉียบพลันเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงผลผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว และเป็นยาราคาถูก หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สรุปให้ฟังว่า คนที่ใส่สเตียรอยด์เข้าไปในยามักไม่ใช่หมอ และหมอที่มีความรู้ หรือหมอจริงก็ไม่ใส่สเตียรอยด์สังเคราะห์ในยาสมุนไพรเพราะผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรมและถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้
 

ที่มา ข้อมูลจาก : ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ นครราชสีมา

ที่มาข้อมูล :สมาคมมังสวิรัติไทย

 

 

เรีบเรียงโดย เว็บไซด์ปริ๊นเซสสกินแคร์โปรดักส์

http://www.princess-skincare-products.com