ในสมัยโบราณมีการใช้น้ำมันหอมระเหยมานานกว่า 6 พันปีแล้ว โดยเฉพาะชาวอียิปต์โบราณที่มักจะนำเนื้อไม้บางชนิดที่มีน้ำมันหอมระเหยมาป่นจนเป็นผงละเอียด เพื่อผสมเข้ากับยางไม้ และเครื่องเทศชนิดต่าง ๆ แล้วจึงนำไปเผาเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ชาวอียิปต์ยังนิยมนำยางไม้ที่มีกลิ่นหอมเหล่านี้ไปใช้ในการเก็บรักษาซากศพ สำหรับโลกหน้า หรือมัมมี่ หรือชาวกรีกเองก็ใช้น้ำมันหอมระเหยในการแพทย์และผสมในเครื่องสำอาง ซึ่งความรู้เหล่านี้ได้ถ่ายทอดไปยังชาวโรมัน ทำให้มีการใช้เครื่องหอมในพิธีกรรมของกรีกอย่างมากมาย และกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการอาบน้ำ ซึ่งมีการทาน้ำมัน และนวดร่างกายหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว และมีหลักฐานหลายชิ้นที่แสดงว่า ชาวจีนและชาวอินเดียก็มีความรู้เรื่องการใช้พืชที่มีกลิ่นหอม โดยเฉพาะในตำราอายุรเวท ซึ่งได้ใช้กลิ่นหอมในการบำบัดรักษาหลายๆ รูปแบบ ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันนี้ น้ำมันหอมระเหยเป็นสิ่งจำเป็นต่อมนุษย์เพิ่มขึ้น และมีบทบาทอย่างกว้างขวาง สามารถแบ่งกลุ่มการใช้ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยหลักๆได้ดังนี้ คือ ทางการแพทย์ โดยการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้บำบัดรักษาโรค และด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ในวงการ อุตสาหกรรมโดยการนำน้ำมันหอมระเหยมาเป็นส่วนผสมปรุงแต่งในส่วนของผลิตภัณฑ์
ข้อควรระวัง
1.น้ำมันมีความเข้มข้นสูงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือศึกษาประโยชน์และโทษให้ละเอียดก่อนใช้งาน
2.น้ำมันหอมระเหยเป็นสารเข้มข้น ควรทำให้เจือจางก่อนเสมอ เช่น ในการแช่มือและเท้าในน้ำสมุนไพร ควรหยดเพียง 1-2 หยดในน้ำอุ่น
3.สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยใดๆ ยกเว้น อยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ผู้เชียวชาญด้านการบำบัดรักษาด้วยกลิ่น
4.ควรปิดฝาให้สนิท เก็บให้พ้นแสงแดด ความร้อน และความชื้น
|