(0-3-0) ในอัตรา 170 กรัมต่อหลุม หรือ 5-6 หลุมต่อปุ๋ย 1 กิโลกรัม
เป็นคำแนะนำที่ทางสถาบันวิจัยยางและสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.)ได้แนะนำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะปรับปรุงคำแนะนำกี่ครั้ง กี่หน
คำแนะนำในเรื่องนี้ ก็ยังไม่เปลียนแปลง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ต้นยางได้รับธาตุฟอสฟอรัสอย่างเพียงพอในระยะที่จำเป็น ฟอสฟอรัส เป็น 1 ใน 3
ของธาตุอาหารหลักหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการเป็นปริมาณมาก หรือมหธาตุ (Macronutrient Elements)
ปุ๋ยหินฟอสเฟตเป็นปุ๋ยที่จะคงอยู่ในดินได้นานที่สุดเมื่อเทียบกับปุ๋ยอื่นที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส สำหรับต้นยางพาราแล้ว
มีประโยชน์ในการช่วยให้ระบบรากต้นยางโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเจริญเติบโตเร็ว ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญต่อการตั้งตัวในระยะแรก ๆ ของการปลูกยางพารา,
มีผลต่อการเจริญเติบโต และสำหรับต้นยางที่เริ่มให้ผลผลิต ก็จะทำให้ผลผลิตน้ำยางสูงด้วย
ปัจจุบันพบว่า มีบ้าง ที่เกษตรกรชาวสวนยาง มิได้รองก้นหลุมเหมือนที่เคยกระทำมาในอดีต ทั้ง ๆ ที่เป็นสวนยางที่ปลูกซ้ำรอบสอง รอบสาม
ซึ่งธาตุฟอสฟอรัสได้สูญเสียไปกับกิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น ดอก ผล และผลผลิตน้ำยาง ทั้งนี้ สาเหตุหลัก ๆ
ที่ไม่ได้รองก้นหลุมก็คือชาวสวนยางไม่สามารถหาซื้อปุ๋ยหินฟอสเฟต ตามร้านค้าในระดับอำเภอได้ ยกเว้นอำเภอใหญ่ ๆ (แต่เดิม
สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) เป็นผู้จัดหาให้เกษตรกร ปัจจุบันสกย.ใช้นโยบายให้เจ้าของสวนยางจัดซื้อหรือหาเอง)
แต่อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยหินฟอสเฟตก็ไม่ได้ขาดตลาด เพียงแต่ไม่มีจำหน่ายในระดับอำเภอเล็ก ๆ เนื่องจากทางร้านค้าคงจะขายได้น้อย ไม่คุ้มค่าขนส่ง
แต่หากชาวสวนยางต้องการซื้อปุ๋ยหินฟอสเฟตจริง ๆ ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีเวลานานนับเดือนที่จะเตรียมการในเรื่องดังกล่าว