คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.cropmaster.net  
     
  ค้นหา :
   Calculator  แจ้งการชำระเงิน    รถเข็น:0  
สถิติของร้าน
เปิดร้าน
25/07/2008
ปรับปรุง
25/10/2014
ผู้ชมทั้งหมด 306,976
สินค้าทั้งหมด
59

 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

ปลอดสารพิษ กำจัดแมลง โรคพืช (6)
จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย (3)
สารปรับปรุงดิน (2)
ฮอร์โมนอาหารเสริมพืช (13)
สารกำจัดแมลง (6)
สารกำจัดโรคพืช (3)
สารกำจัดวัชพืช (1)
ปุ๋ย (7)
ยาทาหน้ายางพารา (1)
สารควบคุมการเจริญเติบโต (4)
หมึกแดง_ไคโตซาน (4)
สารจับใบ (1)
โหย่งเหิง สมุนไพรจีน (1)
กฤษณา ชาไทยสมุนไพร (1)
สบู่ ไคโตซาน (1)
สเปร์ บำรุงผมไคโตซาน (1)
ผ้าอนามัย สมุนไพร (3)
บทความ
เปิดร้านจำหน่ายเคมีเกษตร
เมตตาไรเซียม
บาซิลลัส ทูริงเยนซิส BT
ไตรโคเดอร์ม่า
บาซิลลัสซับทีลิส
ปลวก แก้ไขแบบชีววิธี
โรค แมลงศัตรูพืช
อีเอ็ม-2000
ปรับปรุงดิน
หมึกแดงไคโตซาน
รายชื่อบริษัทขนส่ง ที่ให้บริการ
บริการของร้าน
ลิงค์
รับข่าวสารจากทางร้าน

สมัคร ยกเลิก

     บทความน่าสนใจ
  สับปะรด
   รายละเอียด  

สับปะรด

โรคแมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด  
ปกติสับปะรดมักปลูกซ้ำที่เดิมอยู่ตลอดปีเพียงพืชเดียวโดด ๆ  จึงเป็นโอกาสที่โรค-แมลงศัตรูจะระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   
ตลอดจนโรคมีโอกาสปรับตัวให้เข้ากับสภาพการปลูกและการดูแลรักษา  ซึ่งปฏิบัติซ้ำซากตลอดมา  
โรคแมลงศัตรูที่สำคัญที่ทำความเสียหายให้กับสับปะรดมีดังนี้  

 โรคแมลงศัตรู

 ลักษณะอาการ                                  

วิธีป้องกันกำจัด                                           

 1.  โรคยอดเน่าหรือต้นเน่า  

เกิดจากเชื้อรา 2 ชนิด  ทำความเสียหายร้ายแรงให้กับสับปะรดที่ปลูกในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำเลว หรือในช่วงฝนตกชุก และระบาดรุนแรงมากเป็นพิเศษในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นด่างคือระดับความเป็นกรด-ด่างของดินสูงกว่า 5.5 ขึ้นไป   
เชื้อราพักอยู่ในดินได้เป็นเวลาหลายปี  เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็เข้าทำลายสับปะรดได้อีก  

 ในแปลงสับปะรดที่มีอายุ 2-3 เดือน  อาการเริ่มแรกจะเห็นใบสับปะรดเปลี่ยนจากสีเขียวสดเป็นเขียวอมเหลืองซีด  
 ปลายใบงอเกิดรอยย่นบริเวณตัวใบ  ใช้มือดึงส่วนยอดจะหลุดติดมือโดยง่าย  โคนใบที่เน่าจะมีสีขาวอมเหลือง และมีขอบสีน้ำตาล  
 ส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว  สำหรับสับปะรดที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป  หากดินฟ้าอากาศไม่เหมาะสมก็อาจเกิดโรคนี้ได้   
โดยจะแสดงอาการที่ส่วนยอดเท่านั้น  ซึ่งเป็นเพราะว่าส่วนยอดมีความอ่อนแอมากที่สุด  สับปะรดที่เกิดโรคนี้มักจะไม่ตาย  
แต่ทำให้เกิดอาการเตี้ยแคระออกผลล่าช้าหรือไม่ติดผลเลยก็ได้ ในฤดูฝนจะสังเกตอาการได้ยาก  มักพบว่าใบตรงกลุ่มกลางต้นจะล้มพับลงมา   
ทั้ง ๆ ที่ใบเริ่มจะเปลี่ยนสีเขียวเล็กน้อย  การเน่าจะมีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว  

 1.  ปรับปรุงการระบายน้ำในแปลงปลูกให้ดี  เช่น  ไถดินให้มีความลึกมากขึ้น  การยกแปลงให้สูง  การปรับระดับพื้นที่ให้ลาดเอียงเล็กน้อย  
เพื่อไม่ให้น้ำขัง  จะช่วยลดความเสียหายลงได้มาก  
2.  ควรใช้หน่อหรือตะเกียงปลูก  เพราะว่าการใช้จุกปลูกจะมีโอกาสเน่าเสียหายได้ง่าย  เพราะจุกมรอยแผลที่โคนขนาดใหญ่กว่า  
 เมื่อเทียบ กับหน่อหรือตะเกียง  
3.  ก่อนปลูกจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุ่มในสารเคมีป้องกันเชื้อราดังนี้

3.1  ฟอสเอธิล อลูมิเนียม (ซีบัส )อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  
3.2  เมทาแลกซิล   อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  
โดยจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุ่มก่อนปลูก  จุ่มนานประมาณ 3 นาที และถ้าปลูกไปแล้ว  หากมีฝนตกชุก  ควรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งฉีดซ้ำอีกทั่วทั้งแปลง  ในกรณีปลูกซ่อมหรือปลูกปริมาณน้อย  การชุบหน่อพันธุ์อาจจะสิ้นเปลือง  ใช้วิธีหยอดยอดก็ได้  โดยใช้ ซีบัส 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  ใช้หยอดยอดละ 50 ซีซี  หรือเต็มยอด  ให้ทำทันทีหลังจากปลูกสำเร็จสามารถป้องกันโรคได้นานประมาณ 4 เดือน

หรือควบคุมแบบปลอดสารพิษ ด้วย เชื้อไตรโคเดอร์ม่า-X

ชุบหน่อพันธุ์ หรือหยอดยอด

 2.    เพลี้ยแป้ง   
 เป็นแมลงตัวเล็กยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร  ลำตัวเป็นปล้องค่อนข้างสั้น  มีขี้ผึ้งคล้ายผงแป้งสีขาวห่อหุ้มตัว และมีเส้นใยยื่นออกจากตัว   
ตัวเมียไม่มีปีก  ตัวผู้มีปีก  มักพบเป็นกลุ่มที่ซอกกาบใบ  โดนต้นและลำต้น  เมื่อบี้ตัวแมลงจะมีเมือกสีแดงคล้ายเลือดออกมา  
การทำลายโดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่บริเวณโคนต้นและราก  ถ้ามีการทำลายมาก ๆ  ต้นและใบจะค่อย ๆ เหี่ยวแห้งอาจถึงตายได้  ทำให้ผลผลิต  
ลดลง  ตัวพาหะของเพลี้ยแป้งคือ มดดำ  ซึ่งจะคาบเพลี้ยแป้งมาปล่อยไว้ที่ต้นสับปะรด และอาศัยกินของเหลวที่เพลี้ยแป้งขับถ่ายออกมา
  

 กำจัดเพลี้ยแป้งโดยใช้ สารคลอร์ไพริฟอส40%(ผลิตภัณฑ์ นอยวิน40)  อัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรผสมน้ำฉีดพ่น

หรือ สารพิริมิฟอส-เมทิล(โฟโดลิค) 20-30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น

 หรือ ใช้เชื้อ บิวเวอร์เรีย (ดูผลิตภัณฑ์ บิวเวอร์เรีย-A1)

 หรือใช้เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม (ผลิตภัณฑ์ เมทตาวัน) ปลอดสารพิษ

ผสมน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่ว ตอนเย็น ขณะไม่มีแดด

     
     
     

    การใช้สารเคมีเร่งการออกดอกในสับปะรด  
เนื่องจากสับปะรดมีอายุการออกดอกค่อนข้างช้า และไม่สม่ำเสมอซึ่งมีผลไปถึงการเก็บผลด้วย  แต่ในบรรดาพืชมีดอกทั้งหลาย  สับปะรดนับว่าเป็นพืชที่ใช้สารเคมีเร่งให้ออกดอกก่อนกำหนดได้ง่าย  
สารเคมีที่ใช้เร่งดอกสับปะรด  ที่นิยมใช้กันมากได้แก่   


     อีทีฟอน 52% (ผลิตภัณฑ์ มาฟอน)

เป็นสารเคมีที่ให้ก๊าซเอทธิลินโดยตรง  เมื่อเอทธิฟอนเข้าไปในเนื้อเยื่อสับปะรด  จะแตกตัวปล่อยเอทธิลินออกมา  เอทธิลินเป็นตัวชักนำให้เกิดการสร้างตาดอกขึ้น  ซึ่งจะทำให้เก็บผลได้ก่อนกำหนดประมาณ 2 เดือน  
อีทีฟอน (ผลิตภัณฑ์ มาฟอน) 
ใช้เร่งการออกดอก

โดยใช้ มา-ฟอน11.5-38.4 ซีซี.ผสมน้ำ 20 ลิตร (300-1000 ppm) พ่นหรือหยอดบริเวณยอด
เมื่อสับปะรด อายุ 9-12 เดือน หลังปลูก หรือต้นสับปะรด มีน้ำหนักสด 2.5-3 กิโลกรัม และเติมปุ๋ยยูเรียอีก 300 กรัม  ผสมให้เข้ากันดีแล้วใช้หยอดยอดหรือฉีดพ่น ต้นละ 70-80 ซีซี หยอด 2 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน  สารนี้เมื่อผสมน้ำแล้วต้องใช้ทันทีอย่างช้าไม่เกิน 2 ชั่วโมง  มิฉะนั้นสารเคมีจะลดประสิทธิภาพลงเวลาที่เหมาะสมในการหยอด คือ ตอนเช้ามืด และต้นสับปะรดต้องมีลักษณะพร้อมที่จะออกดอก  หากฝนตกมาภายใน 2 ชั่วโมงหลังการใช้สารนี้ให้ทำซ้ำอีกครั้ง  ให้เร็วเท่าที่จะทำได้  
ปริมาณการใช้เอทธิฟอนจะมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและขนาดต้นสับปะรด  ถ้าต้นสมบูรณ์มากให้ใช้ปริมาณมากขึ้นหรือหากจำเป็นต้องหยอดยอดในตอนกลางคืนช่วงที่มีอากาศร้อนอบอ้าว  ให้ใช้ปริมาณมากขึ้นอีกเท่าตัว  
 
 

ปุ๋ยสำหรับสับปะรด  กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำการใส่ปุ๋ยดังนี้ คือ  
สับปะรดรุ่นแรก  
ครั้งที่ 1  ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 1 ตันผสมปุ๋ยหินฟอสเฟตสูตร 0-3-0 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่  
โรยเป็นแถวหลังไถแปรตามแนวร่องปลูกเพื่อปรับปรุงดินสำหรับกระตุ้นการออกราก  
ครั้งที่ 2  หลังปลูก 1-2 เดือน หรือระยะเริ่มออกรากใส่ปุ๋ยสูตรที่มีสัดส่วนไนโตรเจนสูง  เช่น  สูตร 21-0-0 หรือ 16-20-0 อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น  ใส่ดินโคนต้นฝังหรือกลบปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกในขณะดินมีความชื้นเพียงพอ  
ครั้งที่ 3  หลังปลูก 4-6 เดือน  ใส่ปุ๋ยครบสูตรที่มีสัดส่วนโพแทสเซียมสูง 3:1:4  เช่นสูตร 12-4-18+ธาตุอาหารเสริม, 15-5-20, 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียง  ซึ่งไนโตรเจนไม่ควรเกิน 15%  ป้องกันสารไนเตรทตกค้างอัตรา 10 กรัมต่อต้น  ใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย  
ครั้งที่ 4  ก่อนบังคับผล 1-2 เดือน  ให้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมได้แก่ แคลเซียม  โบรอน  โดยฉีดพ่นเข้าทางใบ  
ครั้งที่ 5  หลังบังคับผลประมาณ 3 เดือน  ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) หรือโพแทสเซียมซัลเฟต (0-0-50) อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น  ใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย 

ผลิตภัณฑ์แนะนำ

1. บำรุงดิน ปรับสภาพดินที่แข็ง แน่นทึบ ให้โปร่ง ร่วยซุย ช่วยละลายปุ๋ยที่ตกค้างในดิน ให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ดีขึ้น - โกลด์มิค (โพแทสเซี่ยม-ฮิวเมท) อัตรา 3-5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดดินบริเวณรอบโคนต้น

2. บำรุงสับปะรดด้วยธาตุอาหารรองและอาหารเสริมรวม   8 ชนิด เพื่อเสริมสร้างให้ต้น ใบ ดอกสมบูรณ์ เจริญเติบโตดี เพิ่มคุณภาพ

 - ไฮโกร1+  ธาตุอาหาร คีเลท พืชนำไปให้ประโยชน์ได้ทันที ใช้เพียงเล็กน้อย อัตราประมาณ 3-5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทางใบ

 


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :  
ผู้ลงบทความ : คร็อพมาสเตอร์