ขายนาฬิกา นาฬิกา นาฬิกาข้อมือ
 http://www.duwayla.com[นาฬิกาข้อมือ ไซโก้,คาสิโอ]   
 สถิติของร้าน
 เปิดร้าน 05/12/2008 
 ปรับปรุงร้าน 14/08/2018 
 ผู้ชมร้านทั้งหมด 3,533,064 
 สินค้าทั้งหมด 460 
 ทะเบียนพาณิชย์
  
3569900217489
หมวดหมู่สินค้า
  ดัชนีราคาสินค้า
  ดูสินค้าทั้งหมด (460)
  Casio G-Shock
  Casio Giez
  Casio Standard
  Casio Marine Gear
  Casio Hunting Timer
  Casio Beside
  Casio Out Gear
  Casio Fishing Gear
  Casio Edifice
  Casio Duro200
  Casio Sheen (ญ)
  Casio Baby G (ญ)
  Casio Poptone (ญ)
  Casio DataBank (ญ/ช)
  Casio Protrek
  Seiko
  Orient
  Olympia Star
  Rado
  ALBA
  Citizen
  Longines
  Oris
  Swatch
  นาฬิกาข้อมือคู่รัก
  นาฬิกา เก่าสะสม
  สายนาฬิกา
  กล่องใส่นาฬิกา
  อุปกรณ์ อะไหล่นาฬิกา
 ค้นหาสินค้า



บริการของร้าน
  หน้าแรก
  ข่าวสาร
  เว็บบอร์ด
  บทความน่าสนใจ
  วิธีการสั่งซื้อ
  วิธีการชำระเงิน
  วิธีการรับสินค้า
  Direct Pay
  สินค้าในรถเข็น
  Track&Trace
  เกี่ยวกับเรา
  ติดต่อเรา
  Main Page
  Add Favorite
 Link
  Weloveshopping.com
  อาหารเสริม
  ป้ายไฟ
  รับออกแบบเว็บไซต์
     บทความน่าสนใจ
รูปประกอบ: 
หัวเรื่อง:    จริงหรือไม่ที่ว่านาฬิกานั้นเป็นแค่เครื่องบอกเวลาหรือเครื่องประดับ
บทความ:   

บทความ เรื่อง จริงหรือไม่ที่ว่านาฬิกานั้นเป็นแค่เครื่องบอกเวลาหรือเครื่องประดับ

             ก่อนที่ทุก ๆ ท่านจะอ่านบทความนี้ ผมมีคำถามเล็ก ๆ สำหรับทุก ๆ คน โดยขอท่านตั้งคำถามสำหรับตัวท่านในใจว่า นาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของท่านที่ท่านได้ใช้ดูอยู่ทุกวันนั้น ท่านรู้จักมันดีแล้วหรือไม่ มันมีความหมายอะไรซุกซ่อนอยู่ในนาฬิกานอกเหนือจากการเป็นเพียงเครื่องบอกเวลาหรือไม่ หรือเป็นแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่ง   เมื่อท่านได้คำตอบสำหรับตัวท่านเองแล้ว ก่อนที่ท่านจะอ่านบทความเรื่องนี้ ผมขอให้ท่านได้ดูรูปนาฬิกายี่ห้อ ETERNA รุ่น KON-TIKI ก่อนนะครับ ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ผมชอบเป็นพิเศษ และตามหามานานแล้ว (แต่ยังไม่มีตัวสภาพสมบูรณ์ในครอบครองสักเรือน) แล้วท่านจะทราบจากบทความนี้ว่าทำไมผมจึงชอบ เมื่อท่านดูภาพนาฬิกาแล้วผมขอท่านจดจำความรู้สึกที่ท่านมีต่อนาฬิกาเรือนนี้ให้ดีนะครับว่าเป็นอย่างไร ภายหลังจากที่ท่านอ่านบทความนี้เสร็จแล้ว ผมขอท่านย้อนกลับมาดูภาพนาฬิกาเรือนนี้อีกครั้ง แล้วสำรวจดูว่าท่านมีความรู้สึกต่อนาฬิกาเรือนนี้อย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันกับครั้งแรกที่ท่านได้เห็นนาฬิกาเรือนนี้ก่อนที่จะอ่านบทความ
                 ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนท่านผู้อ่านก่อนนะครับ ว่าผมมิใช่ผู้ที่รู้ดีที่สุด เนื่องจากนาฬิการุ่นนี้มีมานานแล้ว ผมก็เกิดไม่ทันในยุคที่นาฬิการุ่นนี้ออกมาจำหน่าย ทั้งไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วผู้ที่คิดสร้าง ออกแบบ และตั้งชื่อรุ่นนาฬิกาเรือนนี้เขาคิดอย่างไร ผมเพียงเขียนมาจากข้อมูลและประสบการณ์ที่ผมรู้และทราบมาจากการอ่าน รวมทั้งจากการที่ผมชอบหนังสือเล่มหนึ่งมาก  ซึ่งเป็ นเรื่องจริงที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็ว่าได้ ทำให้ผมสนใจนาฬิการุ่นนี้เป็นพิเศษ จึงใคร่จะแบ่งปันสิ่งที่ผมรู้ให้ทุก ๆ ท่านที่ชื่นชอบนาฬิกาได้ทราบบ้าง (หากท่านมีข้อมูลอื่นที่ถูกต้องกว่าผมก็ขอน้อมรับคำติชมและแนะนำนะครับ) ความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติอันนี้เกี่ยวข้องกับนาฬิกาอย่างไรเชิญอ่านได้เลยครับ

Is it true that a watch is just a time indicator or decoration?

Have you ever know your watch which you always wearing it rather than a time indicator or a piece of decoration? Please take a look at a picture of ETERNA KON-TIKI model. This is one of my favorite watch and I've been looking for it for so long. Unfortunately, I still don't have a perfectly one. Now, memorize your first expression when you see this watch and then asking yourself again after reading this story.


I'd like to tell you that I'm not a guru and this watch is older than me. I don't really know what did the designer think about it when they made it but I'm gonna tell you from my experience, documents and my beloved book which is written about human race history. I'd like to share my feeling to all off you whose a watch's big fan.




                เรื่องราวที่มาของบทความนี้สืบเนื่องจากนานมาแล้วช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชายชื่อ ธอร์ ฮีเยอร์ดอล์ล ชาวนอร์เวย์ ผู้ซึ่งมีนิสัยไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค รักการผจญภัยเฉกเช่นชาวไวกิ้ง สงสัยในสิ่งที่ตนเองพบเห็นถึงอารยธรรมโบราณแถบหมู่เกาะทะเลใต้ และชาติพันธ์ของมนุษย์แถบหมู่เกาะนี้ เป็นต้น (หมู่เกาะแถบตาฮิติ ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งหมู่เกาะและผู้คนในถิ่นนี้เรียกขานกันว่าชาวโปลินิเชี่ยน)  ด้วยการที่ฮีเยอร์ดอล์ลสนใจความงามหมู่เกาะทะเลใต้ ซึ่งมีสมญานามว่าไข่มุกแห่งแปซิฟิค จึงได้ไปอยู่คลุกคลีกับชนพื้นเมืองที่ตาฮิติชั่วระยะเวลาหนึ่ง ได้เรียนรู้วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี ของชนพื้นเมืองมาบ้าง ประการสำคัญคือได้รับฟังถึงเรื่องที่มาของชนพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะแถบนี้ว่า มาจากผู้ซึ่งมีเรื่องเล่าขานว่าเป็นโอรสของพระอาทิตย์ เป็นเทพเจ้าของชาวเกาะ และเป็นผู้ปกครองหรือหัวหน้าคนแรกของชนชาวเกาะแถบนี้ ซึ่งมีชื่อว่า คอน-ทิกิ ฮีเยอร์ดอล์ลจึงเกิดความสงสัยว่าอยู่ ๆ จะมีมนุษย์มาอยู่บนเกาะนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่จะต้องมีการย้ายถิ่นฐานมาจากที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่ แล้วจะเดินทางมาได้อย่างไรในเมื่อหมู่เกาะแถบนี้อยู่ห่างไกลจากแผ่นดินที่ใกล้ที่สุดคืออเมริกาใต้นับพันไมล์ทะเล ซึ่งเมื่อ 1500 ปี ที่แล้วย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่าจะมีพาหนะใดนำพามนุษย์ไปได้ไกลขนาดนั้น แต่ฮีเยอร์ดอล์ลก็ยังเชื่อว่ามนุษย์ยุคโบราณมีความสามารถในการทำสิ่งที่มนุษย์ยุคปัจจุบันคาดไม่ถึง จึงน่าจะมีสิ่งใดนำพาพวกเขาเหล่านั้นไปยังหมู่เกาะทะเลใต้ได้เป็นแน่   ฮีเยอร์ดอล์ลจึงได้ไปศึกษาหาข้อมูลและอ่านตำราอันเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งเขาพยายามตั้งข้อจำกัดให้แคบลงไปว่าการอพยพย้ายถิ่นฐานน่าจะเกิดจากที่ใด มีจุดเริ่มต้นที่ไหน ทั้งนี้ก็ด้วยการเปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพของชนชาวเกาะกับชาวแผ่นดินใหญ่ที่ใกล้ที่สุด ก็ได้ความว่ามีลักษณะตรงกับชนพื้นเมืองโบราณชาวอินคาแถบประเทศเปรู ฮีเยอร์ดอล์ลจึงได้ศึกษาหาข้อมูล รวมทั้งเรื่องเล่าเก่าแก่ปรัมปราของชาวอินคาโบราณ ก็ได้เค้าโครงว่าแต่เดิมดินแดนแถบนั้นมีเทพเจ้าผู้ปกครองและคอยอบรมสั่งสอนชาวอินคาโบราณให้มีอารยธรรม พร้อมกับเขาเหล่านั้นได้สร้างอารยธรรมไว้เป็นสิ่งปลูกสร้างมากมายให้มีความเจริญ (ซึ่งพบอยู่ในรูปร่องรอยอารยธรรมโบราณของชาวอินคาแถบประเทศเปรู) แต่อยู่ ๆ อารยธรรมเหล่านั้นก็หยุดชะงักไม่มีการสืบทอดอารยธรรมต่อ (ซึ่งน่าสงสัยยิ่งนักว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น) ชนชาวพื้นเมืองแถบเปรูก็กลับไปใช้ชีวิตแบบชนเผ่าต่อไป และพวกเขาเหล่าผู้มีอารยธรรมนั้นก็ได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย คงทิ้งไว้เพียงซากอารยธรรมที่หลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ ความข้อนี้จึงเป็นจุดสงสัยของฮีเยอร์ดอล์ลเป็นอย่างมาก เขาจึงได้ค้นคว้าเพื่อหาข้อสรุปตรงนี้ต่อไป ก็ได้ความว่าเมื่อนานมาแล้วชนพื้นเมืองชาวอินคาได้ทำการโค่นล้มบรรดาผู้ปกครองเหล่านั้น บรรดาผู้ปกครองเหล่านั้นจึงได้จากไปทางทะเลทิศตะวันตก ด้วยเหตุนี้เขาจึงเอาเค้าโครงเหล่านี้ไปไปเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกับเรื่องเล่าเก่าแก่ของชาวโปลินิเชี่ยน พร้อมกับตั้งทฤษฎีว่าชาวโปลินิเชี่ยนได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปจากแถบประเทศเปรู แต่พวกเขาเหล่านั้นเดินทางไปกับพาหนะอะไร นี่คือคำถามที่ต้องหาคำตอบต่อไป  ฮีเยอร์ดอล์ลจึงทำการศึกษาถึงพาหนะที่ชาวชนพื้นเมืองแถบประเทศเปรูใช้แต่โบราณกาลมา ก็ได้ความจากบันทึกที่ชาวสเปนยุคแรก ๆ ซึ่งได้บุกเบิกเดินทางไปพบทวีปอเมริกาเขียนไว้ (ประมาณยุคโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา) ว่าเขาเหล่านั้นใช้แพไม้บัลซ่าเป็นพาหนะในการเดินทางทางน้ำ ประกอบกับขณะนั้นชนพื้นเมืองเองเขาก็ยังใช้อยู่ ซึ่งเป็นการแปลกอีกอย่างที่ไม้บัลซ่านั้นจะมีขึ้นเฉพาะแต่ประเทศเปรูแถบเทือกเขาแอนดีสและอีคัวดอร์เท่านั้น นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีการอพยพย้ายถิ่นฐานที่จะต้องพิสูจน์ด้วยการเดินทางของฮีเยอร์ดอล์ลกับพวกในเวลาต่อมา
 ยิ้ม  

During WWII, Thor Heyerdahl a Norwegian adventure, like other Viking who's never surrender. He interested in Pacific island groups, The Pearl of Pacific, culture and history. He spent his time with the Polynesian in Tahiti to study their life and culture. ​The Polynesian told him story that their ancestor was a son of the sun. He was the islander's god and the first chieftain. His name is Kon Tiki. Heyerdahl wondered where did the islander from and how did they come here because the island was so far from the main land. The most closely place was South America but it was thousand miles away. 1,500 years ago was almost impossible to travel but Heyerdahl still believed that ancient people could do something more than expectation. There should have something brought them here. Heyerdahl tried to find the documents and studied the history till he found that the islander physical was like an Inca in Peru. In the history, Inca had the guardian god who gave them the culture. One day, those people were left by the Western sea because upraising of Inca that's why Inca culture were stop and back to their tribe living life. The history made Heyerdahl believed that those people were Polynesian but what kind of transportation brought them here. From the document of Spanish who discovered America in early day, around Columbus age, said the native Peruvian constructed a raft from balsa, grown in Andes mountain and Ecuador, to travel in the sea. And this is the starting of transmigration theory that Heryerdahl need to proved it.


             เมื่อฮีเยอร์ดอล์ลสามารถตั้งทฤษฎีของตนได้แล้ว ประการต่อมาก็คือจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าทฤษฎีนี้เป็นความจริง ซึ่งในช่วงแรก ๆ เขาได้พยายามศึกษาทะเลและการเดินทางทางทะเลจากพวกกะลาสีเรือ กัปตันเรือ และสมาคมนักบุกเบิกในนอร์เวย์ พร้อมกับพูดคุยกับบุคคลต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล นอกจากนี้ยังได้ส่งบทความเกี่ยวกับทฤษฎีของตนไปยังสมาคมต่าง ๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้อ่านและเชื่อในทฤษฎีของตน พร้อมกับขอทุนสนับสนุนในการเดินทางเพื่อพิสูจน์ทฤษฎี (ในยุคสมัยนั้นคนนิยมบุกเบิกไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตน หรือเพื่อให้ได้รับการจารึกและกล่าวขาน) แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจอ่านเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน โดยเชื่อว่าชนชาวเกาะเหล่านั้นอาจมีอยู่เพราะการกระทำของพระเจ้าหรือสิ่งอื่น แต่มิใช่การอพยพ และการเดินทางด้วยแพไม้ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคไกลนับพันไมล์ทะเลอย่างแน่นอน  เพราะเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายนั่นเอง ช่วงแรก ๆ เมื่อทฤษฎีของฮีเยอร์ดอล์ลทราบไปถึงที่ใดก็มีแต่คนหัวเราะเยาะ แต่เขาก็ไม่ละความพยายามทั้งที่ตนเองแทบจะไม่มีเงินติดตัว ต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อนซึ่งเป็นอดีตกัปตันเรือที่พยายามพูดให้เขาล้มเลิกการคิดฆ่าตัวตายครั้งนี้เสีย ฮีเยอร์ดอล์ลจึงคิดหาหนทางให้คนมาสนใจด้วยการออกอากาศทางวิทยุในแถบยุโรป จนเป็นที่ฮือฮาอยู่ช่วงหนึ่ง  แต่การรอทุนสนับสนุนเหล่านั้นดูจะลางเลือนเต็มที  ฮีเยอร์ดอล์ลจึงได้ออกหาทุนด้วยตนเอง เพราะระยะเวลาที่จะต้องเดินทางใกล้เข้ามาทุกที (ก่อนจะถึงฤดูฝนและลมสินค้า  มิฉะนั้นก็ต้องรอในปีถัดไป) จนกระทั่งมีคนสนใจจะให้ทุนแต่ขอให้เขียนเรื่องการเดินทางของเขาไว้เพื่อจำหน่ายในภายหลัง ประการต่อมาก็ปัญหาเรื่องผู้ร่วมเดินทางที่ฮีเยอร์ดอล์ลต้องเลือกเป็นผู้ร่วมเดินทาง โดยกำหนดไว้ 6 คน รวมตนเอง ซึ่งก็มีผู้สนใจ 5 คน ล้วนแต่เป็นชาวนอร์เวย์และส่วนมากเคยเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยกันทั้งสิ้น จึงมีความสามารถแตกต่างกัน ทว่าทุกคนล้วนแต่ไม่รู้จักและมิใช่ผู้ที่เคยใช้ชีวิตในทะเล จากนั้นได้เดินทางไปประเทศเปรูเพื่อดำเนินการสร้างแพให้ทันกำหนดเวลาเดินทาง ซึ่งก่อนออกเดินทางข่าวของพวกเขาเหล่านี้เป็นที่สนใจของชาวนอร์เวย์และยุโรปเป็นอย่างมาก แต่ส่วนมากแล้วก็เห็นว่าเป็นการไปฆ่าตัวตายทั้งสิ้น  อีกทั้งเมื่อไปยังประเทศเปรูแล้วก็ยังประสบอุปสรรคอีกนานัปการ แม้กระทั่งเรื่องการหาต้นไม้บัลซ่าขนาดใหญ่มาสร้างแพ เพราะแถบประเทศเปรูมีการตัดไม้ไปใช้ตอนช่วงสงครามหมดแล้ว จึงต้องไปเอาไม้ที่ประเทศอีคัวดอร์ได้จำนวน 12 ต้น แต่ละต้นได้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลในตำนานเก่าแก่ของชาวโปลินิเชี่ยน และล่องตามลำคลองผ่านป่ามาสู่ทะเล เพื่อล่องต่อไปยังประเทศเปรู  จากนั้นก็มีปัญหาในเรื่องสถานที่สร้างแพ ฮีเยอร์ดอล์ลสำรวจสถานที่ต่าง ๆ แล้วเห็นว่าอู่เรือของราชนาวีเปรูมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง แต่ติดขัดในเรื่องระเบียบราชการและการที่พวกผู้จะเดินทางเหล่านี้เป็นชาวต่างชาติ ฮีเยอร์ดอล์ลจึงได้ขอเข้าพบประธานาธิปดีดอน โจเซ่ บุสทามานท์ วาย ริเวโร แห่งเปรู เพื่อขอใช้สถานที่จนได้รับการอนุญาตให้ใช้ได้ เพราะเห็นว่าการเดินทางครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเปรูด้วย ระหว่างการสร้างแพโดยใช้ต้นซุงจำนวน 9 ต้น ทำตัวแพผูกยึดด้วยเชือกที่ทำจากต้นไม้ตามกรรมวิธีโบราณทุกประการ  ตามที่ชาวสเปนยุคบุกเบิกได้บันทึกไว้และตามที่ชาวอินคาปฏิบัติโดยใช้วัสดุอุปกรณ์แบบโบราณ ระหว่างสร้างแพก็มีคนมาชมจำนวนมากซึ่งล้วนแต่ยิ้มเยาะและเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ กระทั่งแพแล้วเสร็จก็มีการจัดหาสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายรวมทั้งจากสถานทูตอเมริกันในเปรู ซึ่งข่าวการสร้างแพและเดินทางของเขาเหล่านี้ได้รับความสนใจจากชาวเปรู อเมริกา และยุโรปเป็นอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่มักจะพูดว่าไม่สำเร็จทั้งสิ้น บ้างก็ว่าหากรอดมาได้จะเลี้ยงเหล้าฟรีพวกเขาตลอดชีวิตก็มี  บ้างก็พนันกันว่าแพจะลอยในทะเลได้กี่วันก็มี  
ยิ้มกว้างๆ

Heryerdahl tried to study the sea traveling from a sailor, captain and discovery association in Norway to collected the information. He spread his theory through many associations in Europe and America to asked for their support for the trip, at that time people like to discovered a new place to proved their own theory and made his name remembrance and fortune, but no one care because they thought that islander existed by the god or the other things but not a transmigration by a wooden raft for thousand miles across Pacific ocean like a suicided. Heyerdahl tried to promote his theory by the radio stations in Europe but still no support. He decided to gather the fund for his traveling on his own before the storm season come. Finally there was some one gave him a support but Heyerdahl had to wrote his trip story then supporter will sell it later. Heyerdahl choose 5 crews, most of them are Norwegian and WWII veterans, but they didn't even know how to living in the sea. When they reached Peru, they tried to find a big balsa trees to build the raft. Unfortunately, the big balsa trees almost gone during the war. They went to Ecuador and they got 12 trees. Heyerdahl named each tree for an honest to the Polynesian in legend. The President of Peru, Jose Bustamante Y Rivero, gave a permission to build the raft at Peru's navy shipyard because this story involved Peruvian. 9 balsa tree were constructed as a raft body, tied with a natural rope like an Inca did. During the construction, lots of people from Peru, America and Europe were interested but most of them said like it impossible, some would bought them drinks if they come back alive or some made a gambling that how many days the raft could float in the sea.


                 ในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1947 แพพร้อมออกเดินทางท่าเรือแคลเลาแออัดไปด้วยผู้คน และมีตัวแทนรัฐบาลเปรู เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อาร์เจนติน่า คิวบา รัฐมนตรีสวีเดน เบลเยียม นักหนังสือพิมพ์ กล้องถ่ายภาพยนตร์ แตรวง เป็นที่ใหญ่โตครึกครื้น พร้อมกับได้มีการกล่าวเรื่องชาวอินคาผู้ยิ่งใหญ่กษัตริย์แห่งสุริยะผู้หายไปทางทิศตะวันตกของทะเลเปรู และไปปรากฏตัวที่โปลินิเชี่ยนเมื่อ 1500 ปีก่อน ทั้งมีการเจิมแพด้วยลูกมะพร้าว พร้อมกับตั้งชื่อแพว่า “คอน-ทิกิ” ส่วนที่เสากระโดงแพก็มีการติดใบเรือที่มีการวาดรูปศรีษะอันเต็มไปด้วยเคราของคอน-ทิกิ ทาด้วยสีแดง โดยเป็นการจำลองจากเศียรของกษัตริย์แห่งสุริยะซึ่งสกัดไว้ด้วยหินสีแดงบนรูปสลักในเมืองปรักหักพังชื่อเทียฮัวนาโค    

วันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1947 ราชนาวีเปรูมีการนำเรือโยงชื่อ การ์เดียน ริออส ผูกโยงแพพาลากออกไปนอกเขตอ่าวเพื่อให้พ้นทางสัญจร โดยมีฝูงชนมารวมกันที่ท่าเรืออย่างแออัดเพื่อมาชมการเดินทางในครั้งนี้  ทั้งยังมีเรือยอร์ชแล่นไปส่งด้วย กระทั่งแสงสุดท้ายจากชายฝั่งหายไปห่างจากฝั่ง 50-60 ไมล์ทะเล เข้าสู่กระแสน้ำฮัมโบลท์ซึ่งพัดพาไปทางทิศตะวันตก เรือการ์เดียนก็ได้ตัดสายโยงและกลับเปรู ส่วนแพคอน-ทิกิ กับคณะเดินทางรวม 6 คน ก็ได้เดินทางไปตามกระแสน้ำและกระแสลมที่ใบเรือกางเต็มที่มุ่งสู่ทิศตะวันตกห่างจากฝั่งไปทุกที โดยเดินทางไปตามกระแสน้ำที่มิใช่เส้นทางเดินเรือในยุคนั้น แพคอน-ทิกิ จึงเดินทางไปในห้วงมหาสมุทรเพียงลำพัง ไม่พบเรือใด ๆ ในการเดินทางกลางมหาสมุทรครั้งนี้ ได้เสี่ยงภัยนานัปการ ใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด ประสบอุปสรรคนานาประการ เช่น ภัยธรรมชาติ คลื่นลม พายุ สัตว์ต่าง ๆ ในท้องทะเลทั้งที่รู้จักและไม่เคยพบเห็น ทั้งสัตว์ดุร้ายและไม่ดุร้ายขนาดต่างกัน การดำรงชีพในวิถีแบบโบราณกลางทะเล ย้อนรอยเส้นทางเกาะอีสเตอร์ที่มีรูปสลักหินเป็นหัวมนุษย์ขนาดใหญ่ และประวัติศาสตร์ที่มาที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ทั้งยังเกี่ยวเนื่องถึงเรื่องเล่าของชนเผ่าเมารีที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่กล่าวถึงพาหนะที่เป็น “ไม้มัดเข้าด้วยกันด้วยเชือก” กระทั่งเวลาผ่านไป 93 วัน ในหมู่คลื่น แพคอน-ทิกิ ได้พบเข้ากับเกาะ ๆ แรกของหมู่เกาะโปลินิเชี่ยน แต่แพยังเดินทางต่อถึงเกาะถัดไป แต่ไม่สามารถนำแพเข้าเกาะได้ ต้องฝ่าฝันภัยธรรมชาติอย่างมากในการเอาชีวิตรอดและไม่ให้แพแตก กระทั่งไปพบเกาะที่มีชนชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ แต่ก็ประสบปัญหาไม่สามารถเอาแพเข้าฝั่งได้ สุดท้ายกระแสน้ำได้พัดแพไปชนแนวหินโสโครกกราโรเอีย และเกยตื้น ทั้งหกชีวิตต้องช่วยกันเพื่อเอาตัวรอดจนกระทั่งสามารถขึ้นฝั่งที่เกาะร้างดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย (พวกเขาตั้งชื่อว่าเกาะคอน-ทิกิ) ซึ่งเป็นเวลา 101 วัน นับแต่เดินทางออกจากเปรู ด้วยระยะทางประมาณกว่า 2000 ไมล์ทะเล และทั้งหมดได้ทึ่งกับแพไม้บัลซ่าสุดยอดพาหนะจากภูมิปัญญาของชาวอินคาโบราณ   ต่อมาได้มีชนชาวโปลินิเชี่ยนมาพาพวกเขาไปยังเกาะข้าง ๆ ที่มีคนพักอาศัย โดยชาวเกาะเหล่านี้เมื่อได้พบเห็นแพเข้า พวกเขาต่างตะลึงและตื่นเต้นยิ่งนัก เพราะเคยได้ยินเรื่องแพไม้แต่จากเรื่องเล่าปรัมปรายุคคอน-ทิกิ เทพเจ้าของพวกเขา ไม่นึกว่าแพจะมีจริง ๆ จึงมีการเล่าตำนานให้ฟัง หลังจากที่อาศัยที่เกาะได้ระยะหนึ่งพร้อมด้วยการเฉลิมฉลองด้วยมิตรภาพในหมู่ชาวเกาะทะเลใต้ที่งดงาม และระบำฮูลาฮูล่าที่อ่อนช้อย กระทั่งข่าวความสำเร็จและรอดชีวิตของพวกเขาแพร่ออกไปสู่โลกภายนอก      ทางการฝรั่งเศสที่ตาฮิติได้นำเรือมารับพวกเขาไปที่ตาฮิติ (ตาฮิติเป็นเกาะใหญ่ และเป็นศูนย์กลางการปกครองอาณานิคมโปลินิเชี่ยนของฝรั่งเศสในยุคนั้น) พร้อมกับเอาแพคอน-ทิกิ กลับไปด้วย  ความอาลัยระหว่างผู้เดินทางกับชาวเกาะจึงมีขึ้น แต่ก็จำต้องจากกัน เมื่อเรือถึงตาฮิติก็มีผู้คนแออัดมารอรับพวกเขาที่ท่าเรือจำนวนมากเฉกเช่นวีระบุรุษ และทุกคนที่เป็นชาวเกาะล้วนแต่อยากเห็นแพเป็นอย่างมาก และมีคำกล่าวของหัวหน้าชาวเกาะว่า “เจ้ามาพร้อมข่าวดี แพของเจ้านำฟ้าสีเขียวครามมาสู่ตาฮิติ เพราะขณะนี้เรารู้แล้วว่าปู่ยาตายายเรามาจากไหน” จากนั้นได้มีเรือมารับพวกเขาพร้อมกับแพไปสู่อเมริกา เพื่อเดินทางกลับสู่ศตวรรษที่ 20 ซึ่งปัจจุบันแพไม้บัลซ่าดังกล่าวได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่อเมริกา จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ที่สถาบันสมิทโซเนี่ยน หรืออยู่ที่มหาวิทยาลัยอะไร  
ยิ้มเท่ห์

April 27th 1947, the raft was ready for traveling. Crown of people at the sea port who was Peru government representative, the ambassador from USA, England, France, China, Argentina, Cuba, The Minister of Sweden, Belgium, reporters, cameras, even the symphony. They had a speech about the great Inca, the lost of the king of the sun by the Western sea of Peru then appeared at Polynesia 1,500 years ago. The raft named Kon-Tiki. There was a painting of a hairy face man in red on a spencer, reproduce the carved face of the king of the sun in abandon Tiahuanaco town in Peru.

April 28th 1947, a tugboat pulled the Kon-Tiki into the open sea. 50-60 miles away from the coast line the craft floated into the Humboldt current flow to the West. The current flow was not the sea rout at that time so, Kon-Tiki traveled alone in the ocean. Passing through obstacles, storm, ferocious sea life. Living an ancient way in the sea. Retraced Ester island route where a big stone head craved. The Maori story about tied wooden with rope. 93 days later, Kon-Tiki reached the first island of Polynesian island group but still keep heading to the other island till they found the place where islander were living but unable to reached the coast because the strong wave. In the end, the current flow the raft into the coast of abandon island and all the crews were safe. They name that island Kon-Tiki too. It was 101 days after they left Peru with around 2,000 miles away. When islander found them, they were so surprised to see a wooden raft in the legend that they ever heard. The party had begun, beautiful hula hula dancing with a warm friendly islander. Their success story spread to the world. France officer brought them to Tahiti together with Kon-Tiki raft. At Tahiti, crown of people waited for their coming like a hero and all of them wanted to see the raft. There was the islander guardian speech "you come with a good news, your raft bring Tahiti a blue sky, and we know now where we came from". They had brought to USA with their raft later and the raft had been keeping in Smithsonian institute or somewhere in USA.


                 ด้วยเหตุการณ์ผจญภัยเดินทางเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีครั้งนี้เองครับ ช่วงเวลานั้นนาฬิกาแบรนด์นี้ จึงได้ผลิตรุ่น KON-TIKI รุ่นแรกออกมา เพื่อเป็นเกียรติประวัติสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อและสัญลักษณ์ “แพไม้บัลซ่าที่มีใบอยู่ตรงฝาหลังของนาฬิกา” (ต่อมาภายหลังมีการทำหน้าจอของนาฬิกาให้เป็นรูปคลื่นด้วย) ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชื่อและสัญลักษณ์แพนี้ (ซึ่งชื่อนี้มีความหมายสุดจะบรรยายอยู่ในตัวของมันเอง) ปรากฏอยู่ที่นาฬิกา เพื่อที่ผู้รู้จะได้ระลึกถึงคอน-ทิกิ แพไม้บัลซ่า และนักผจญภัยทั้ง 6 คน นั่นเอง ดังนั้น ETERNA รุ่น KON-TIKI จึงปรากฏลักษณะที่บ่งจำเพาะถึงการเดินทางในครั้งนี้อยู่ที่นาฬิกาทุกเรือน โดยเฉพาะตรงฝาหลังของนาฬิการุ่นนี้จะต้องมีแพไม้บัลซ่าเท่านั้นนะครับ ซึ่งเรือนที่เป็นภาพตัวอย่างนี้หน้าตาขี้เหร่มากครับ แต่เปี่ยมล้มด้วยประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งผ่านการพิสูจน์ทฤษฎีของคนในยุคหนึ่งจนเป็นที่โด่งดังทั่วโลกมาแล้วครับ   
   
                เห็นไหมครับว่านาฬิกา 1 เรือน มีความหมายซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้อีกมากมาย ดังนั้น จงอย่ามองเพียงว่านาฬิกาเป็นแค่เครื่องบอกเวลา หรือเครื่องประดับนะครับ แต่มันมีคุณค่าในตัวเอง มีเกร็ดประวัติศาสตร์แอบแฝงอยู่ และอื่น ๆ  อีกมากมาย เมื่อท่านอ่านจบแล้วจงกลับไปดูภาพนาฬิกาข้างต้นอีกครั้ง แล้วทบทวนว่าท่านมีความรู้สึกกับนาฬิกาเรือนนี้อย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกับที่พบเห็นในครั้งแรก                        
                   ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่สละเวลาอ่าน ขอท่านจงเพลิดเพลินกับการเก็บสะสม และหมุนเวียนเปลี่ยนมือนาฬิกาตามใจชอบ แต่อย่าลืมคำนึงถึงความลับแห่งเวลาที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในนาฬิกาบนข้อมือของท่านด้วย มันอาจมีความลับหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่ด้วยก็ได้นะครับ


To honest this adventure, at that time, ETERNA produced the KON-TIKI model with the symbol of balsa raft with spencer on the back, the sign of wave on the dial was come later, to remember balsa raft Kon-Tiki and those 6 adventures forever.


The one I have that you've seen in the pictures is not that perfect but full with the memory and the great story behind.


How do you feel...
To honest this adventure, at that time, ETERNA produced the KON-TIKI model with the symbol of balsa raft with spencer on the back, the sign of wave on the dial was come later, to remember balsa raft Kon-Tiki and those 6 adventures forever.


The one I have that you've seen in the pictures is not that perfect but full with the memory and the great story behind.


How do you feel...

ETERNA แบบ ของสุภาพสตรีหน้าปัดจะเป็นลายรูปคลื่น




เครดิตบทความจาก
www.watchcafe.in.th

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:    http://watchcafe.in.th
ผู้ลงบทความ:    Kai_Watchman