http://www.thaweepholshop.com
 สถิติของร้าน
 เปิดร้าน 09/09/2008 
 ปรับปรุงร้าน 25/09/2010 
 ผู้ชมร้านทั้งหมด 34,452 
 สินค้าทั้งหมด 30 
หมวดหมู่สินค้า
  ดัชนีราคาสินค้า
  ดูสินค้าทั้งหมด (30)
  ขลุ่ย
  ซองใส่ขลุ่ย
 ค้นหาสินค้า



บริการของร้าน
  หน้าแรก
  ข่าวสาร
  เว็บบอร์ด
  บทความน่าสนใจ
  วิธีการสั่งซื้อ
  วิธีการชำระเงิน
  วิธีการรับสินค้า
  สินค้าในรถเข็น
  Track&Trace
  เกี่ยวกับเรา
  ติดต่อเรา
  Main Page
  Add Favorite
  Poll
By Result
 Link
  Weloveshopping.com
     บทความน่าสนใจ
รูปประกอบ: 
ไม่มีรูปภาพประกอบ
หัวเรื่อง:    กรรมวิธีในการทำขลุ่ย
บทความ:   

ผู้ที่หัดทำขลุ่ยควรจะทราบถึงกรรมวิธีในการทำขลุ่ยเนื่องจากขลุ่ยไทย เป็นขลุ่ยที่มีกรรมวิธีหลายขั้นตอน  การทำขลุ่ยที่ดีนั้นควรจะต้องอาศัยความชำนาญ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ในเรื่องการประดิษฐ์ขลุ่ยอีกด้วย ในปัจจุบันนี้มีผู้ที่มีความชำนาญพร้อมทั้งประสบการณ์ในเรื่องการประดิษฐ์ขลุ่ยนั้นหาได้ยาก แต่ก็มีแหล่งที่ทำเหลืออยู่บ้างเช่น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ในกรุงเทพมหานครก็มีผู้ประกอบอาชีพในเรื่องการประดิษฐ์ขลุ่ยอยู่ คือ บริเวณแถวบ้านลาว หรือหมู่บ้านบางไส้ไก่ ซึ่งตั้งอยู่หลังมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  กรรมวิธีในการทำขลุ่ยมีหลายขั้นตอน อาจแยกเป็นขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้

            การหาไม้ที่ในการประดิษฐ์ขลุ่ย  ไม้ที่นิยมนำมาใช้ในการประดิษฐ์ขลุ่ยนี้นำมาจากจังหวัดสระบุรี  ในปัจจุบันนี้ได้มีการตัดกันเพียงปีละครั้งเท่านั้น เพราะไม้จะหาได้ยากขึ้นทุกที ความใหญ่ของลำต้นบางทีก็ไม่ได้ขนาด

            ในปัจจุบันนี้นิยมตัดไม้รวกเป็นปล้องใส่กระสอบมาขายที่บ้านลาวส่วนไม้ที่ใช้ในการทำขลุ่ยนี้จะใช้ไม้ไผ่จำพวกไม้รวก เนื้อจากเป็นไม้เนื้อดีและมีผิวดี ส่วนขลุ่ยที่ทำด้วยไม้ชนิดอื่น เช่น ไม้ชิงชันจะมีราคาแพงซึ่งทำเป็นส่วนน้อย บางรายก็ดัดแปลงโดยเอาวัสดุชนิดอื่นมาทำแทน เช่น ท่อเอสล่อน หรือท่ออลูมิเนียม แต่เสียงที่ออกมาสู้ขลุ่ยที่ทำด้วยไม้รวกไม่ได้เพราะเสียงขลุ่ยที่ทำด้วยไม้รวกจะมีเสียงใส ก้องกังวานไพเราะน่าฟังกว่าเมื่อไม้รวกตามขนาดที่ต้องการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็นำเอาไม้รวกมาขัดผิวให้เรียบ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการขัดผิวให้เรียบ

๑.     อิฐมอญทุบละเอียด

๒.   กาบมะพร้าวที่ตัดหัวท้าย

        

 

 

 

            วิธีการขัด

นำเอากาบมะพร้าวกับอิฐมอญที่ทุบละเอียดแล้วมาผสมกับน้ำเพียงชื้นๆ แล้วลงมือขัดไม้รวกโดยลักษณะที่ขัดตามยาวของลำไม้รวก  เมื่อขัดขลุ่ยเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำมาตัดให้ได้ขนาดแล้วทาด้วยน้ำมันมะพร้าวให้เป็นเงา ต่อจากนั้นจึงเช็ดออก แล้วลงมือที่จะทำลวดลายของขลุ่ย แต่ก่อนที่จะลงมือทำลวดลายนั้นเราควรจะทราบถึงอุปกรณ์ต่างๆในการทำขลุ่ยด้วย

อุปกรณ์ในการทำขลุ่ย

๑.     ไม้รองสำหรับเลื่อย

๒.   สว่าน

๓.    เหล็กแยง

๔.    เหล็กแหลม

๕.    ฆ้อน

๖.     หินลับมีด

วิธีการทำลวดลาย

                        ขลุ่ยไทยมีผู้คิดค้นทำลวดลายและตกทอดมาถึงปัจจุบันถ้าจะนับอายุถอยหลังสืบประวัติกลับไปแล้วก็ล้วนอยู่สมัยรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น บางลวดลายนั้นเหลือเพียงชื่อให้กล่าวถึงโดยไม่ค่อยได้พบเห็นหรือไม่รู้จักกันเลยก็มี เช่น ลายมะลิโรย ลายมะลิตูม ที่เล่ากันว่าเป็นของ”ครูภู่” ช่างทำขลุ่ยที่มีฝีมือดีที่สุดผู้หนึ่งเมื่อสมัย ๑๐๐ ปีก่อน และมีลวดลายอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “ลายลม” มีกรรมวิธียุ่งยากมากกว่าธรรมดาจนช่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ไม่นิยมทำกันแล้ว ส่วนลายอื่นนอกเหนือจากนี้มีลายที่คงทำกันได้แก่ ลายดอก ลายหิน ลายรดน้ำ ลายพิกุล ลายตลก  บางลายแม้จะมีลักษณะเหมือนกัน แต่การเรียกชื่อบางครั้งผิดเพี้ยนต่างกันออกไป

ก่อนที่จะทำลวดลายขลุ่ย ควรจะทราบว่า อุปกรณ์ในการทำลวดลายขลุ่ยนั้นมีอะไรบ้าง

อุปกรณ์ในการเทลายขลุ่ย

๑.     เตา

๒.   กระทะ

๓.    ไม้กลม

๔.    ตะหลิว

๕.    ตะกั่ว

วิธีทำลายขลุ่ย เอาไม้ที่จะทำลายขลุ่ยมาเสียบด้วยไม้กลม ที่เหลาไว้สำหรับสอดเข้าไปในตัวขลุ่ยเพื่อไม่ให้มือร้อนในขณะที่เทลายต่อจากนั้นก็นำเอาไม้ขึ้นมาบนปากกะทะ ใช้ทัพพีตักตะกั่ว เทราดลลงไปบนผิวให้เป็นปึก แล้วใช้ทัพพีเคาะตะกั่วให้หล่นลงไปในกะทะ เพื่อจะได้เอากลับมาเทลายได้อีก เทแบบนี้จนกระทั่งหมดลำไม้รวก จะสังเกตได้ว่าเมื่อเทตะกั่ว ความร้อนของตะกั่วที่เทลงไปบนผิวไม้จะจับตัวเห็นเป็นก้อนจะทำให้ผิวไม้ไหม้มากบ้างน้อยบ้างจนเกิดเป็นลายศิลาหรือลายหิน ส่วนลายพิกุล การทำลายนี้จะต้องนำไม้ที่ขัดเป็นเงาเรียบร้อยแล้ว มาขีดเส้น เสียก่อนที่จะลงมือเทลาย โดยการขีดเส้นเป็นเส้นตรงตามแนวยาวของลำไม้รวก แบ่งออกเป็น ๓ ส่วนเท่าๆ กัน เพื่อเวลาเทลายแล้วจะได้ออกเป็นดอกพิกุล ๖ ดอก เรียงเป็นแถว

การเจาะรูขลุ่ย

เมื่อขัดขลุ่ยด้วยดินสอแล้ว จากนั้นก็ใช้สว่านเจาะรูนำเสียก่อนเพื่อให้ได้รูที่ต้องการ เมื่อใช้สว่านนำรูแล้ว ต่อจากนั้นก็ตบแต่งให้เรียบร้อยเพื่อให้รูดังกล่าวกลมและเรียบ โดยการใช้เหล็เผาไฟร้อนๆ แทงลงไปในรูขลุ่ยแต่ละรูที่ใช้สว่านนำอยู่ก่อนแล้ว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม ช่างจึงนำสว่านไฟฟ้ามาใช้แทน แต่บางลายก็ยังคงวิธีการเ ดิมอยู่  เมื่อทำรูนิ้วของขลุ่ยเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะทำรูปากนกแก้วนี้นอกจากจะเป็นส่วนทำให้เกิดเสียงแล้ว ยังมีผลต่อน้ำเสียงของขลุ่ยทุกเลาว่าจะดังนุ่มนวล สดใส หรือแหบแห้งอย่างไรอีกด้วย

ลักษณะของปากนกแก้วเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ซึ่งมีช่างต้องใช้ฝีมือและความพิถีพิถันในการทำมากพอสมควรทีเดียว ช่องปากนกแก้วจะมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของขลุ่ยชนิดนั้นๆเป็นสำคัญ  ระยะห่างของช่องปากนกแก้วกับปลายของด้านปากเป่าขึ้นอยุ่กับอัตราส่วนระหว่างเส้นผ่าศูนย์กลางด้านในเลาขลุ่ยด้วยเช่นกัน  ช่างจะใช้มีดขนาดเล็กพอเหมาะมือมีคมเฉียบบางค่อยๆ เฉือนขยายออกเปิดช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขอบล่างทำเป็นมุมเฉียงออกมาจากด้านในพอสวยงาม มีลักษณะเป็นแฉก ตอนปลายคล้ายกับหางนก  รูปทรงปากนกแก้วย่อมขึ้นอยู่กับการออกแบบและความเคยชินในการทำของแต่ละคนสำหรับผู้เล่นที่ชำนาญ แล้วอาจสังเกตความแตกต่างข้อนี้ได้ไม่ยากเลย 

เมื่อทำปากนกแก้วเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปก็จะต้องทำดาก  การทำดากของขลุ่ยนั้นจะทำโดยใช้ไม้สัก ใช้มีดตอก เหลาให้เป็นรูปกลม ให้ขนาดสำหรับใส่เข้าไปในขลุ่ยได้ โดยให้ไปสุดที่รูปากนกแก้ว ด้านบนเมื่อได้ที่แล้วก็ใช้มีดจิกให้เป็นตำหนิเพื่อที่จะได้ตัดไม้ที่เหลือทิ้ง แล้วเอาไม้ออกมาก่อนยังไม่ใส่เข้าไปใช้มีดตอกคว้านเป็นขื่อนำเอาไปอีกชิ้นหนึ่งมาทำเป็นลิ่ม โดยตัดไม้ให้เล็กและแบน ลิ่มนี้ก็จะใช้ไม้สักทำเช่นเดียวกัน แล้วนำใส่เข้าไปก่อนจึงใช้ดาก ที่คว้านไว้เป็นขื่อหรือรูสำหรับเป่านั้นใช้ลิ่มอยู่ใต้ท้องแล้วจึงลองเสี่ยงดูถ้าไม้ที่อัดเข้าไปในขลุ่ยนี้บางที่จะไม่สนิท ให้เอาไม้สักมาเสริมให้เพื่อไม่ให้ลมออก หากยังมีรอยรั่ว จะต้องใช้เทียนทา ให้ทั่วโดยใช้นิ้วหัวแม่มือ ถูที่รอบดาก จากนั้นจึงใช้เทียนหยดเข้าไปทางปลายขลุ่ย ใช้เหล็กแยงทำให้เทียนยาไปทั่วจนถึงดากตอนในจากนั้นจึงเหล็กที่เผาไปร้อนๆแยงให้โดนเทียน เพื่อทำให้เทียนละลายไหลซึมไปทั่วดาก เพื่อที่จะยารูที่รั่วภายในให้เรียบร้อย จึงเสร็จขั้นตอนในการทำดากขลุ่ย จากนั้นก็นำดากมาขัดกระดาษทรายให้เสมอกัน

ขั้นสุดท้าย ในการตรวจสอบระดับเสียงขลุ่ยนับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำขลุ่ยซึ่งต้องอาศัยความชำนาญเกี่ยวกับเสียงขลุ่ยและวิธีการแก้ไขปรับแต่งพอสมควร มีขลุ่ยเป็นจำนวนมากที่ผลิตขึ้นมาโดยไม่มีการตรวจสอบเรื่องขลุ่ยอย่างถูกต้อง เป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างความลำบากยุ่งยากใจแก่ผู้เป่าเพราะเสียงขลุ่ยมักจะผิดเพี้ยนต่างจากเสียงของเครื่องดนตรีที่มีเสียงปรับไว้เป็นมาตรฐานโดยเฉพาะการบรรเลงในวงดนตรีไทยต่างๆ ดังนั้นขลุ่ยที่มีคุณภาพจึงคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นข้อสำคัญอันดับหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ จำเป็นที่ช่างจะต้องรู้จักการเป่าทดลองเสียงในระดับต่างๆ ของขลุ่ยเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสียงคู่แปด เสียงนิ้วกดรอบนิ้วแทนของขลุ่ยนั้นมีเสียงตรงและเพี้ยนกันน้อยที่สุด ซึ่งไม่ใช่ความชำนาญที่ช่างจะมีเหมือนกันไปทุกคน เมื่อตรวจสอบแก้ไขเป็นที่เรียนร้อยแล้วจึงสิ้นสุดขั้นตอนการทำขลุ่ยพร้อมจะนำไปใช้งานได้

            ลักษณะของขลุ่ยที่ดี

                        ขลุ่ยที่ดีควรทำมาจากไม้รวก นอกจากนี้ควรพิจารณาสิ่งอื่นๆ ประกอบด้วยดังกล่าวต่อไปนี้

1.            เสียง ขลุ่ยที่ใช้ได้ต้องเสียงไม่เพี้ยนตั้งแต่เสียงต่ำสุดไป จนถึงสูงสุด คือทุกเสียงจะต้องห่างกัน ๑ เสียง ตามระบบเสียงของไทยเสียงคู่แปดจะต้องเท่ากัน เสียงเลียนหรือเสียงนิ้วควงจะต้องตรงกัน เสียงแท้เสียงต้องโปร่งใสมีแก้วเสียงไม่แหบพร่าหรือแตก ถ้าเล่นในวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีที่เสียงตายตัว เช่น ระนาดหรือฆ้องจะต้องเลือกขลุ่ยที่มีระดับเสียงเข้ากับเครื่องดนตรีเหล่านั้น

2.            ลม ขลุ่ยที่ดีจะต้องกินลมน้อย ไม่หนักแรงเวลาเป่า ซึ่งจะทำให้สามารถระบายลมได้ง่าย

3.            ลักษณะของไม้ที่นำมาทำจะต้องเป็นไม้ที่แก่ หรือแห้งสนิทโดยสังเกตจากเสี้ยนของไม้ ควรเป็นเสี้ยนละเอียดที่มีสีน้ำตาลแก่ค่อนข้างดำตาไม้เล็กๆ เนื้อไม้ไม่

หนาหรือบางเกินไป  คือต้องเหมาะสมกับประเภทของขลุ่ยว่าขลุ่ยอะไร ในกรณี    ที่ไม้ไผ่แก่จัดหรือไม่แห้งสนิทเมื่อทำแล้วในระยะหลังจะแตกร้าวได้ง่าย เสียงจะเปลี่ยนไป และมอดจะกัดกินเสียหาย

4.            ดาก ควรทำจากไม้สักทอง ไม่มีขุยหรือขนแมวขวางทางลมการใส่ดากจะต้องไม่ชิดหรือห่างไม้ไผ่ ซึ่งเป็นตัวเลาขลุ่ยจนเกินไปเพราะถ้าใส่ชิดจะทำให้เสียงทึบ ตื้อ ถ้าใส่ห่างจะทำเสียง โว่ง กินลมมาก นอกจากนี้การหยอดเทียนที่ดาก ต้อง ทำอย่างประณีต ละลายเทียนให้ไหลเข้าไปอุดช่องว่างที่ไม่ต้องการรอบๆ ดาก ให้เต็มเพื่อไม่ให้ลมรั่วออก

5.            รูต่างๆ บนเลาขลุ่ย จะต้องเจาะอย่างประณีต ขนาดความกว้างของรูต้องได้สัดส่วนกัน ขลุ่ยในสมัยโบราณ รูต่างๆ ที่นิ้วปิดจะต้องคว้านด้านในให้เว้า คือผิวด้านในรูจะกว้างผิวด้านนอก ซึ่งจะทำให้เสียงของขลุ่ยกังวานดียิ่งขึ้นแต่ในปัจจุบันไม่ได้คว้านภายในรูเหมือนแต่ก่อนแล้วซึ่งอาจจะเนื่องมาจากความเอาใจใส่ของคนที่ทำขลุ่ยน้อยลง ทำให้เห็นแต่เพียงว่าภายนอกเหมือนขลุ่ยเท่านั้น

ลักษณะประกอบอื่นๆ เช่น สีผิวของไม้สวย ไม่มีตำหนิ ขีดข่วน ไม่คดงอ เทลายได้สวยละเอียด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อเสียงของขลุ่ยแต่อย่างใด เพียงพิจารณาเป็นส่วนประกอบเพื่อเลือกให้ได้ขลุ่ยที่ถูกใจเท่านั้น
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:   
ผู้ลงบทความ:    thaweephol
 
By thaweephol
Copyright 2004 Weloveshopping.com All rights reserved.